วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

" พลังแผ่นดิน " ตีความบนฐานความเข้าใจ จาก "สไลด์" จากทหาร (คสช.)

ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่ผมเคารพคนหนึ่ง ท่านไปทำบุญที่สุรินทร์ พบแม่ชีผู้มีจิตอาสา ท่านกำลังพัฒนาเยาวชนของชาติ ผมคิดว่า ฟันเฟืองเล็กๆ แบบนี้ จำนวนมากๆ จะเป็นปัจจัยของความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ พี่บอกว่าแม่ชีอยากจะได้ความรู้ความเห็นเกี่ยวกับ "พลังแผ่นดิน" ผมอยากช่วยท่าน แต่คงจะไม่มีความรู้อะไรมาก คงเป็นเพียงความเห็นของผู้หวังดีต่อประเทศนี้คนหนึ่งเท่านั้น



ทันทีที่รับปากพี่ที่ผมเคารพว่าจะเขียนตีความสไลด์ข้างบน สิ่งแรกที่ผมคิดถึงคือชื่อของในหลวง "ภูมิพล" แปลว่า "กำลังของแผ่นดิน"

(ขออนุญาตคัดลอกบันทึกบางส่วนของ อ.วาสวัสดิ์  ที่นี่ ว่า...)

ดังที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม "ภูมิพล" ไว้ว่า "อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน" ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนนนีเคยรับสั่งว่า "เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดินและอยากให้ทำงานให้ทำงานแก่ประชาชน"

สไลด์บอกว่า "พลังของแผ่นดิน" ในที่นี้มี ๕ องค์ประกอบได้แก่
  • คน คือ ประชาชน-ผู้นำทุกระดับ (ทั้งที่เป็นผู้นำตามกฎหมายและผู้นำตามธรรมชาติ) ... ผมตีความว่า แม่ชีที่ท่านกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้ คือ ผู้นำตามธรรมชาติ 
  • ศาสนา  โดยใช้ ธรรมะในการเตือนสติคน และใช้ในการปลูกฝังให้เป็นคนดี .... ผมว่าองค์ประกอบข้อนี้ แม่ชีจะมีความถนัดและศักยภาพที่สุด
  • สติปัญญา  ผ่านวิสัยทัศน์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี (รู้หรือไม่รู้ ไม่ใช่โง่หรือฉลาด)
  • ทรัพยากรธรรมชาติ  ถือเป็นจุดแข็งที่ ประเทศไทยตั้งอยู่บนสุวรรณภูมิที่เหมาะสม
  • ความเอื้อเฟื้อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประชาชนชาวไทย ที่ไม่มีในต่างประเทศ 
อีกสิ่งหนึ่งที่ "แว๊ป" เข้ามาในหัว ระหว่างเขียนถึงบรรทัดนี้ คือ หลักการทำงานที่ รัฐบาลใหม่ประกาศต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันแถลงนโยบาย ๑๑ ข้อของรัฐบาลชั่วคราว ท่านนายกฯ บอกว่า จะยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา"  (อ่านที่นี่)  และนึกถึงคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่บอกว่า ตอนในหลวงทรงงานทางภาคเหนือ ท่านใช้คำว่า "รู้ รัก สามัคคี" ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ดังที่รัฐบาลน้อมนำมาเป็นหลักในการปฏิรูปประเทศ

ผมตีความว่า องค์ประกอบข้อแรก เรื่อง "คน" หมายถึง ความสามัคคี  กล่าวคือ การปฏิรูปจะสำเร็จได้ ประชาชน และผู้นำทุกระดับ ต้องสามัคคี เสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ... ขออนุโมทนาบุญกับแม่ชีที่ท่านมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง กับเยาวชนไทย  ซึ่งผมถือว่าเป็น "หัวใจ" และ "ไขกระดูก" ที่ต้องกลั่นกลางสร้างเม็ดเลือดใหม่ให้กับประเทศนี้ ....  แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องปลูกฝังเข้าไปในหัวใจของพวกเขาคือ "ความสามัคคี"

องค์ประกอบด้านศาสนา ไม่ขอนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน  แม้ว่าอยากจะให้ท่านช่วยอ่านการตีความ ค่านิยม ๑๒ ประการ ที่ผมเขียนไว้ที่นี่

องค์ประกอบอีก ๓ ประการ คือ สติปัญญา ทรัพยากรธรรมชาติ และ ความเอื้อเฟื้อ ผมเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) และหลักการทรงงานของในหลวง มาปรับใช้ในการปฏิรูปประเทศ ดังนี้

ในการทำสิ่งใดๆ นั้น ต้อง "รู้" ("เข้าใจ") ตั้งแต่ รู้จักตนเองทั้ง ๔ มิติ (วัตถุ/เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม) จนถึงการมีองค์ความรู้ และหลักวิชาต่างๆ ซึ่งถือเป็นงื่อนไขตามหลัก ปศพพ. กล่าวคือ ต้องใช้สติปัญญา กำหนดวิสัยทัศน์ให้เหมาะสมกับตนเอง เหมาะกับศักยภาพและความต้องการของตนเอง องค์ประกอบของ "พลังแผ่นดิน"  ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่บอกว่าประเทศเราตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เปรียบเหมือน "สุวรรณภูมิ" นั้น ถือเป็นมิติด้าน วัตถุและสิ่งแวดล้อม  องค์ประกอบข้อสุดท้าย ที่ระบุถึง "ความเอื้อเฟื้อ" ว่าเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นผลจากการพิจารณาตนเองในมิติของสังคม

คำว่า "รัก" และ "เข้าถึง" หมายถึง การเห็นคุณค่าตนเอง เห็นความสำคัญและภูมิใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองมี ตนเองเป็น ในทีนี้หมายถึง รักและหวงแหนทรัพยากร ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีไทย  รักชาติ มีศรัทธาและมีปัญญาในศาสนา 

สำหรับผมแล้ว "พลังแผ่นดิน" ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ คือ "พลัง" จาก "พระมหากษัตริย์" ของเรานั่นเอง



วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ค่านิยม ๑๒ ประการ ของคนไทย (คสช.)

หากใครกำลังทำหน้าที่หรือมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาคน หรือพัฒนาการเรียนรู้ของเยาวชน เพื่ออนาคตของ "มหาชน" หรือ "คนไทย" ต่อไปในภายหน้า คงจะรู้ว่า อะไรคือ ค่านิยมที่พึงประสงค์ของ "คนไทย" ที่ คสช. ประกาศให้เป็นแนวทางร่วมกันในการ "ฟื้นฟู" ประเทศ

ผม ขอคัดลอก ค่านิยมหลัก ๑๒ ประการ ที่หัวหน้า คสช. ได้ประกาศไว้ และเผยแพร่ทั่วไปในสื่อสิ่งพิมพ์ ดังนี้ (ขอบคุณหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ที่นี่)

1.รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงาม-เพื่อส่วนรวม
3.กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4.ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียน
5.รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6.มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7.เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8.มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักเคารพผู้ใหญ่
9.มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10.รู้จักดำรงตนอยู่ โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
11.มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำหรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12.คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและต่อชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง

และนำมาเสนอเป็นภาพดังนี้


 ถ้าลองแบ่งค่านิยมทั้ง ๑๒ ประการ ออกเป็น ๓ ส่วน ที่เกี่ยวข้องกับ ๓ ฐาน ของการเรียนรู้และแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ ได้แก่ ฐานใจ ฐานคิด และฐานกายหรือ ใช้คำให้ง่ายขึ้นว่า "จิต" "คิด" และ "ทำ" จะสังเกตได้ว่า ค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับ "จิต" ซึ่งเป็น "ระดับบุคคล" ซึ่งคนไทยทุกคนต้องมี "ประจำตน" ไว้ ขยายความออกมาจาก "พุทธธรรม" ทั้งหมด
  • มีสติ (สติรู้ตัว สติรู้คิด สติรู้ทำ)
  • กตัญญู (ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี)
  • หิริโอตัปปะ (ละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป)
  • ฆารวาสธรรม ๔ 
    • สัจจะ = ความซื่อสัตย์ การรักษาความสัตย์
    • ทมะ = การข่มใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ
    • ขันติ = ความอดทน
    • จาคะ = การเสียสละ
  • ใฝ่เรียนรู้
ส่วนระดับ "ชุมชน" หรือ "สังคม" ที่เน้นการอยู่ร่วมกัน เน้น ๒ ประการคือ
  • เคารพกฎระเบียบ และมีวินัย 
  • เข้าใจเรียนรู้ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
และในระดับ "ประเทศ" หรือ "ชาติ"  ซึ่งเน้นเป็นพิเศษ เรื่อง การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และการรักษาวัฒนธรรมไทย รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ทั้งหมดทั้งมวล รวมลงตรง "รอยเท้าช้าง" คือ การรู้จักดำรงตนอยู่ในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

หรือเรียกให้สั้นๆ ว่าอุปนิสัย "พอเพียง" นั่นเอง ....





วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

รายวิชาศึกษาทั่วไป : มนุษย์กับการเรียนรู้ _๐๑

วันที่ ๑๔ บ่าย - ๑๕ เช้า ของเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เราชาวผู้สอนรายวิชา "มนุษย์กับการเรียนรู้" ได้จัดเวที "ถอดบทเรียน" แลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสอนที่ผ่านมา ผมเองไม่ได้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนมากนัก เพราะเทอมนี้ไม่ได้เป็นผู้สอน ... แต่เทอมหน้าผมพิจารณาดีแล้ว หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบ "เปลี่ยนสี" ผมจะทำให้ดีที่สุดในฐานะผู้สอน....

เราพูดคุยกันหลายเรื่องครับ คุยไปคุยมา จนตกผลึกว่า เทอมหน้าเราจะ เน้น "สอนคน สอนชีวิต" โดยไม่ยึดติดกับตำรา หรือ วิชาทฤษฎี โดยมีโครงสร้างดังรูปนี้ครับ



แบ่งโครงสร้างรายวิชาเป็น ๒ ช่วง ๕ ขั้นตอน ดังนี้

ช่วงที่ ๑ ในห้องเรียน

ช่วงนี้เน้นการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือสถานที่ภายในมหาวิทยาลัย วัตถุประสงค์หลักคือ ทำให้นิสิตได้เรียนรู้หลักการเรียนรู้ และทักษะสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ร่วมกันผู้อื่น โดยเน้นการเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ทีมผู้สอนเลือกใช้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความพร้อมของนิสิตขณะนั้นๆ  การเรียนในช่วงนี้แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน ได้แก่
  • ขั้นที่ ๑ สร้างพื้นที่ปลอดภัย  หมายถึง สร้างพื้นที่ๆ เหมาะสมให้ "ใจ" ของนิสิตพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน  และให้ทุกคนรู้เป้าหมายแบะกระบวนทัศน์ของรายวิชา ก่อนจะจัดแบ่งกลุ่มเพื่อเรียนรู้ทีมและหน้าที่ต่อไป 
  • ขั้นที่ ๒ ต้องปูพื้นเรื่อง "การฟัง" และ "สุนทรียสนทนา" เพราะสองทักษะนี้คือพื้นฐานและเป็นต้นทางของการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม... หากเรียนรู้วิธีฟังได้จนเข้าถึง "เสียงจากภายใน" ก็ถือได้ว่า "ใจ" พร้อม "เริ่ม เรียน รับ" สำหรับทุกอย่างแล้ว 
  • ขั้นที่ ๓ ตามด้วยการ "ฝึก" คือลงมือเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติทั้งฐานกาย ฐานคิด และฐานใจ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้สอนออกแบบให้ในเบื้องแรก หากเป็นไปตามความคาดหวัง นิสิตจะมีพลังสมาธิ มีสติตื่นรู้ (อย่างน้อยในเบื้องต้น) และหากฝึกฝนหนักเข้า เขาอาจจะเปลี่ยน "กระบวนทัศน์" ได้เลยทีเดียว....ซึ่งเรียกได้ว่า "รู้จักตนเอง"
  • ขั้นที่ ๔ เรียนรู้ผู้อื่น ด้วยกิจกรรมนำปฏิบัติตามหลักของ "จิตตปัญญาศึกษา" เพื่อพัฒนาทักษะ 7C และ 2L โดยเฉพาะ Learning และ Leadership ซึ่งก็คือ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง .....
ช่วงที่ ๒ นอกห้องเรียน

ช่วงนี้ผู้สอนมุ่งส่งเสริมและออกแบบ "กระบวนการ" ให้นิสิตที่ได้เรียนรู้ผ่านทักษะย่อยๆ ต่างๆ ที่ผ่านมา ได้นำเอาทักษะเหล่านั้นมาบูรณาการปรับใช้ในชีวิตจริง สถานการณ์จริงๆ ของชีวิต คือเน้นให้นิสิตได้ "เรียนชีวิต" นำสิ่งที่ได้เรียนใน "วิชา" ออกไปทดลองแก้ปัญหาชีวิต โดยเน้นให้ทำงานกันเป็นกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตจริงในศตวรรษที่ ๒๑ ...

  • ขั้นที่ ๕ เป็นการกำหนดให้นิสิตแต่ละกลุ่ม ทำโครงงานความดี ที่พอดีกับศักยภาพ พอเหมาะกับทรัพยกรณ์ของตนเองที่มีอยู่ เพื่อสร้างประโยชน์และคุณค่าต่อผู้อื่น เรียนรู้วิถีแห่งความจริง ความดี ความงาม และพัฒนาทักษะชีวิตให้เกิดทั้ง "ประโยชน์ตนเอง" และ "ประโยชน์ผู้อื่น" ด้วย "สติ" "สมาธิ" ความ "ตระหนักรู้" หรือก็คือ "ความไม่ประมาท" นั่นเอง....

ผมเรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่า การออกแบบการเรียนการสอนโดยเน้น "กระบวนการ" ผ่านหลักคิดและหลักปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา... ที่ผมกำลังทำด้วยจิตอาสาอย่างเต็มกำลังที่ CADL สำนักศึกษาทั่วไป

ท่านเห็นว่าไงครับ

๑๘  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ฤทธิกร


แด่เธอผู้หนุ่มสาว : แลกเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เกี่ยวกับขัอวัตรเรื่อง "เครื่องแต่งกาย"

เมื่อเย็นวานนี้ (๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) ผมมีโอกาสได้สนทนา "ถกเถียง" ตามคำชวนจากนิสิตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมหลากหลายทั้งสาขาและชั้นปี มีทั้งคณะศึกษาศาสตร์ (สาขาสังคมศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป) คณะวิทยาลัยการเมืองการปกครอง คณะบัญชี คณะศิลปกรรม ฯลฯ  จำนวนประมาณ ๑๐ คน มาสนทนาแลกเปลี่่ยนกระบวนทัศน์เรื่องหลากหลายเรื่อง เรื่องที่เราคุยกันมากสุดคือ เรื่อง นิสิตกับเครื่องแต่งกาย เขาบอกผมว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "แด่เธอผู้หนุ่มสาว" ที่พวกเขากำลังกระตุ้นให้ เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักในอิสรภาพของใจตนเอง ....

หลังจากคุยไปได้พักใหญ่ ธีรธรรม วงศ์สา (น่าจะเป็นพี่ผู้นำกลุ่มโดยธรรมชาติคนหนึ่ง) ได้โยนประเด็น  FUFS (Free Uniform Free Spiritual) ที่พวกเขา "คิด" และกำลังทำอยู่ในขณะนี้.. เพื่อให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็น....  ผมเสนอว่า "การรู้จักตนเอง" ดีที่สุด ดังนี้ครับ

เมื่อมนุษย์สำคัญว่าตนเอง "มีตัวตน" มีตนเอง และมาอยู่ร่วมกันกับคนอื่นเป็นสังคม เกือบทั้งหมดสวม "หัวโขน" บนบริบทและฐานะต่างๆ ทางสังคม บ้างเป็นพ่อ บ้างเป็นแม่ บ้างเป็นพี่ เป็นน้อง บ้างเป็นหมอ ตำรวจ ครู ชาวนา รวมถึง พระสงฆ์องค์เจ้า ก็ถือได้ว่าเป็น "หัวโขน" หนึ่งที่แสดงสู่สังคม เมื่อสวม "หัวโขน" คำว่า "คน" จึงเหมาะสมกว่าคำว่า "มนุษย์"

เมื่อสวม "หัวโขน" คนก็เริ่มใส่เสื้อผ้าหรือใส่ชุด ที่คิดว่าเหมาะสมกับฐานะของตนเอง แสดงถึงความเป็น "เรา" เป็น "ฉัน" มีชุดนักเรียน ชุดนิสิต ชุดพยาบาล ชุดตำรวจ ชุดข้าราชการ ฯลฯ เกิดขึ้นมากมาย ด้วยวัตถุประสงค์เกินไปกว่า "คุณค่าแท้" ของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่ไม่ได้มีไว้ "เชยชม" แต่มีไว้ห่อลมบังแดดและปกปิดความอุจาดตา ป้องกันตัณหาราคะดิบของ "ทรชน" เพื่อความสุขของสังคมส่วนรวม

นอกจากจะสวม "หัวโขน" หลายอัน คนยังใส่เสื้อหลายตัว ทั้งเสื้อที่มองเห็นและมองไม่เห็น มนุษย์ทั่วไปส่วนใหญ่จะรู้ว่ากำลังใส่เสื้อตัวหลังนี้อยู่ ความไม่รู้ "ตัวเอง" นี่เองที่สร้างความขัดแย้งและปัญหามากมาย....

ผมชี้ให้นิสิตในกลุ่มเห็นว่า ทุกคนกำลังใส่เสื้อของ "คุณธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์" หรือเรียกว่า "เสื้อคุณธรรม"  ที่เรียกว่าพื้นฐาน หมายถึง หากไม่ใส่จะอยู่สังคมไม่ได้ เสื้อตัวแรกนี้ก็คือ "กฎหมาย" สำหรับผมที่มีศรัทธาทางพุทธศาสนาแล้ว เสื้อคุณธรรมตัวนี้ก็คือ ความดีตาม "ศีล ๕" นั่นเองครับ  เมื่อไหร่ที่ไม่ใส่เสื้อ ไปฆ่าหรือทำร้ายคนอื่น ต้องไปอยู่แยกจากสังคม ในที่นี้คือ ติดคุกติดตาราง ซึ่งเป็นบทลงโทษของสังคม จนกว่าจะมีสิทธิ์ตามกติกาว่าจะได้สวมเสื้อนี้อีกและถูกปล่อยตัวออกมา  การลักขโมย การละเมิดสิทธิ์ทางกาม การโกหกคอรัปชั่น ก็ถือเป็นการถอดเสื้อคุณธรรม ที่ต้องรับโทษทัณฑ์สักวันข้างหน้าแน่นอน  ข้อควรระวังที่สำคัญคือ แม้จะไม่ตั้งใจถอดเสื้อตัวนี้ แต่หากดื่มสุราเมรัย ใจขาดสติครอง ก็อาจต้องรับโทษได้เช่นกัน เพราะท่านจะเผลอถอดเสื้อได้โดยไม่รู้ตัว ทางพุทธจึงห้ามข้อนี้ด้วย

มีนิสิตคนหนึ่งแสดงชัดว่าเข้าใจในสิ่งที่ผมนำเสนอ เขาบอกว่า ผมเข้าใจแล้วว่า การใส่ชุดนิสิตก็เป็นการสวมเสื้อตัวหนึ่ง และการยึดว่าไม่ต้องใส่ชุดนิสิต ก็เป็นการสวมเสื้ออีกตัวหนึ่ง.... ถูกต้องแล้ว การยึดมั่นว่าต้องทำอย่างนี้เท่านั้น ไม่ใช่ทางที่จะทำให้พวกเขาเข้าใกล้ "อิสรภาพ" ได้เลย ....  นั่นคือข้อสรุปเบื้องต้นว่า Free Uniform ไม่ได้ช่วยให้พวกเขา  Free Spiritual ... เป็นเพียงการทิ้งสิ่งหนึ่ง ต่อต้านสิ่งหนึ่ง แล้วไปปล่อยให้ "ใจ" ไปยึดสิ่งใหม่ เท่านั้นเอง ....หากวิเคราะห์ดังนี้ คำตอบคือ "No"

เสื้อตัวที่ ๒ คือ "เสื้อสังคม" ในที่นี้ก็คือ เสื้อที่มาพร้อม "หัวโขน" ฐานะทางสังคม เช่น ชุดตำรวจ ชุดนิสิต ชุดข้าราชการ ฯลฯ เสื้อตัวนี้ เมื่อใส่แล้ว จะต้องปฏิบัติตนตาม "ระเบียบ กติกา" บางอย่าง ที่ถูกสร้างขึ้นจากสังคมนั้นๆ เพื่อความสุข สงบเรียบร้อยของส่วนรวม แม้บางปัจเจกชนหรือบุคคลใดจะไม่พึงใจปฏิบัติตาม ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบให้ตนเอง (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) เพราะยังไม่ได้คำตอบ จึงไม่ปฏิบัติตาม จึงส่งผลทันทีกับคนอื่นหรือส่วนรวม เกิด "กลุ่ม" ซึ่งหมายถึง "เหมือน" (คนใน "กลุ่ม" ย่อมมีความคิดอะไรบ้างอย่างเหมือนกัน)

การเปลี่ยนแปลง "กติกา" หรือ "ระเบียบ" หรือในที่นี้คือ เปลี่ยน "เสื้อสังคม" สามารถทำได้ ซึ่งย่อมมีแนวทางหรือกระบวนการปรับเปลี่ยนได้ ผู้ต้องการเปลี่ยนเสื้อตัวนี้ ควรศึกษาให้ดี และผมคิดว่าเขาจะพบว่ามีทางทำได้.... แต่อาจจะมีข้อแม้ว่าผู้เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจะต้องมีหัวใจประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม....

ผมพยายามตอบคำถามนิสิตทุกๆ คน ที่ตั้งความเห็นในประเด็นนี้อย่างหลากหลาย... ซึ่งหลายๆ ประเด็นย่อยไม่ตรงกับความเข้าใจของผม เช่น

  • บอกว่า ..หากพวกเขาตั้งใจเรียน ทำงานตามที่ตนเองรับผิดชอบ มาสอบตรงตามเวลา ก็ไม่น่าจะมาบังคับว่าต้องใส่ชุดนิสิต ...การเรียนได้ดี เกี่ยวกับสมอง ไม่เกี่ยวกับชุดนิสิต... ส่วนผมเข้าใจว่า นิสิตมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ "การปฏิบัติตนตามกฎระเบียบกติกาของมหาวิทยาลัย" ซึ่ง โดยเจตนาแล้ว สิ่งนี้มีไว้ฝึกฝน "กาย" "ใจ" ให้พวกเขาเป็นผู้มี "สัมมาทิฐิ" หรือมีปัญญาและเป็นอยู่เพื่อมหาชน ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยต่อไป 
  • บอกว่า ..ชุดนิสิตทุกวันนี้ ใส่แล้วไม่น่าภูมิใจ บางคนใส่สั้น รัดอกแน่นติ้ว บางคนลอยชาย ขาเดฟ ดูแล้วไม่เรียบร้อย....   ผมตอบทันทีว่า นี่คือสิ่งที่น่าเสียดาย ชุดที่ผมเห็นตอนนี้ตามที่พูดมานั้น ไม่ใช่ชุดนิสิต ไม่ใช่ชุดนิสิตที่ถูกระเบียบ... นิสิตที่แต่งกายไม่ถูกระเบียบเหล่านั้นเอง ที่เป็นผู้ทำลายความภาคภูมิใจของตนเองไป .... ดังนั้น การ Free Uniform  จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในมุมหนึ่งเป็นเพียงต้นเหตุในใจที่ตกเป็น "ทาส" ของกระแสแฟชั่น ความสะดวกสะบาย อยากได้อยากเป็นเช่นที่ตนอยากให้เป็น... ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่ "Free Spiritual"
  • บอกว่า ...ชุดนิสิตหรือ "เสื้อสังคม" อื่นๆ ทำให้เกิดการดูหมิ่น ดูแคลน แบ่งชนชั้น ของคนในสังคม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมากขึ้น  เช่น คนที่มีเงินมีฐานะในสังคม จะมีชุดนิสิตใหม่ ผ้าเนื้อดี ราคาแพง แตกต่างจากชุดเก่าเอามาซ่อมหรือใช้มานานของคนจน .... ผมชี้ให้นิสิตเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นอย่างมากแบบที่คาดไม่ถึงทีเดียวหากเรา "Free Uniform"..... นี่ก็ไม่ใช่ทางที่จะ "Free Spiritual" 
  • ฯลฯ
มีนิสิตคนหนึ่งเสนอว่า ที่เราต้องมีชุดนิสิตแบบนี้ หรือมีวัฒนธรรมแบบนี้ ถือเป็น "บริบท" หรือ "วัฒนธรรม" ของเรา ซึ่งจะเอาไปเปรียบเทียบกับ "ต่างชาติ ปราชญ์ ตะวันตก" ไม่ได้ ...  ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในประเด็นนี้ ผมใช้เวลาพอสมควรในการอธิบายความเข้าใจเรื่อง "บริบท" ของตนเองให้นิสิตฟัง

ผมเห็นพลังบางอย่างในกลุ่ม "แด่เธอผู้หนุ่มสาว" นี้ที่ผมไม่เคยเห็น  ผมฝันว่า พลังนี้จะถูกใช้ไปในทางที่ถูกและเป็นประโยชน์ทั้งตัวพวกเขาเองและแด่สังคมของ"เธอผู้หนุ่มสาวอื่นๆ" ในวงกว้างต่อไป เลยถือโอกาสตอนท้าย สรุปให้พวกเขาฟังหลายอย่าง พอสรุปเป็น "หลัก" ในการเดินทางของพวกเขา ว่า...
  • เราต้องไม่ตกอยู่ใน "กระแส" แม้จะปฏิบัติตนตามกระแส สิ่งเร้าที่พุ่งเข้ามาใจ จะต้องถูกวินิจฉัยอย่างรอบด้านรอบคอบด้วยตน ด้วยความไม่ประมาท และถือเป็นการฝึกฝน "ตนเอง" เพื่อให้รู้จักตนเองดีขึ้นเรื่อยๆ 
  • การศึกเพื่อใคร? การศึกษาคือ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาฝึกฝนตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การศึกษาหรือการกระทำใดๆ จะดีที่สุด ถ้าถึงพร้อมด้วย "ประโยชน์ตน" และ "ประโยชน์ท่าน" หรือก็คือประโยชน์ส่วนรวมนั่นเอง ....สิ่งนี้สำคัญต่อประเทศไทยมาก โดยเฉพาะขณะนี้ 
  • ดังนั้นก่อนที่กลุ่มจะทำอะไรๆ ต่อไป ให้พิจารณาว่า สิ่งที่จะทำต่อไปนั้นถือเป็นเหตุ ที่จะก่อให้เกิดสิ่งใดหรือส่งผลกระทบต่อใครอย่างไรบ้าง จะมีผลดีผลเสียอย่างไรหรือไม่ เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย หรือเป็นผลเสียมากกว่าผลดี 
ตอนท้ายๆ เราคุยกันเรื่องประเด็นอื่นๆ  ที่น่าสนใจ และผมเองก็ยินดีที่จะสนับสนุนทุกวิธีที่ทำได้ ให้พวกเขาต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้น

แต่วันนี้ โดยส่วนตัว ผมคิดว่า การ Free Uniform ไม่ได้ Free Spiritual ครับผม