วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

CADL ขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๑๐ : วิชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง "กิจกรรมส่งเสริมสติและสมาธิ ตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ"

ภาคการศึกษาแรกที่รายวิชาใหม่ ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๘) ให้นิสิตใหม่รหัส ๕๘ ได้ลงทะเบียนเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา มีผู้มาลงทะเบียนกว่า ๔,๗๐๐ คน ๓๒ กลุ่มเรียน มีอาจารย์ผู้สอนจำนวน ๒๕ ท่าน หลายท่านต้องสอนมากกว่า ๑ กลุ่มเรียน เวียนสอนมากว่า ๑ ครั้งในเนื้อหาเดียวกันเนื่องจากข้อจำกัดของขนาดชั้นเรียน

เนื้อหาในเอกสารประกอบการสอนที่ใช้ในภาคเรียนแรกนี้ อ้างอิงเนื้อหาส่วนใหญ่จากหนังสือที่เขียนโดย ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้นำการขับเคลื่อนหลักปรัชญาด้านการศึกษาของประเทศ รวมทั้งกิจกรรมท้ายชั่วโมงเรียน ก็ปรับเขียนขึ้นจากแนวคิดกิจกรรมที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์การขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา... จุดเด่นขอวิธีการนี้คือ มีเอกภาพในการจัดการเรียนการสอนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา จุดอ่อนคือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของอาจารย์ผู้อาสามาสอนยังน้อย ... ซึ่งคงต้องค่อยๆ พัฒนาร่วมกันต่อไป...  สมบูรณ์เพียงพอเมื่อใด จะนำมาเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันต่อไป

ในภาคเรียนนี้ เรากำหนดกิจกรรม ให้นิสิตที่ลงทะเบียนทุกคน ต้องเข้าร่วมกิจกรรม "ส่งเสริมสติและสมาธิตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ" โดยกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลการเรียนด้วย  เกิดคำถามตามมากมาย จึงขอใช้บันทึกนี้อธิบาย ให้เข้าใจถึงความตั้งใจ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ที่กำหนดให้ไปสวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ ที่วัดป่ากู่แก้ว อย่างน้อย ๑ ครั้ง  ดังภาพ







หน้าที่ชาวพุทธ

หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน  ๓ ประการ ที่นิสิตจำเป็นต้องรู้และปฏิบัติ ได้แก่

๑) ศีลสิกขา คือรู้เรื่องศีลและปฏิบัติรักษาศีล เป็นการขัดเกลากิเลสส่วนหยาบ ได้แก่ ไม่ฆ่าใครไม่ทำร้ายสัตว์อื่น  ไมลักขโมยของคนอื่น ไม่ผิดในลูกและคนรักหรือไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดโกหก พูดหยาบ พูดส่อเสียด หรือพูดเพ้อเจ้อ  และไม่ดื่มสุรา เมรัย ให้ตนเองมึนเมาจนเสียสติ  นิสิตจำเป็นต้องมี "สติ" ถึงจะสามารถรักษาศีลได้ ... ดังนั้นการมาสวดมนต์เป็นกุศโลบายหนึ่งในการฝึกสติ และตลอดช่วงเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง ที่นิสิตมาสวดมนต์นี้ ทุกคนในรักษาศีลอย่างครบถ้วน ...

๒) จิตสิกขา คือ ศึกษาเกี่ยวกับจิต เรียนรู้จิตใจของตนเอง เมื่อมีศีลเบื้องต้น มีสติดีขึ้น  การเฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจของตนเอง ตามความเป็นจริง  จะทำให้นิสิตมีสติและสมาธิตั้งมั่น รู้จักกายและใจของตนเองมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตนเอง .... การสวดมนต์โดยสังเกตการเคลื่อนไหวไหลไปของจิต ออกจากบทสวดไปคิดเรื่องต่างๆ  จำทำให้นิสิตได้ฝึกสติ และสมาธิประเภท "สมาธิตั้งมั่น" หรือ "สติปัฏฐาน"  หรือ นิสิตบางคนจะ ฝึกใจให้จดจ่ออยู่กับสิ่งเดียว ในที่นี้คือบทสวดมนต์ สวดมนต์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำตามพระอาจารย์ผู้นำสวด ก็เป็นการฝึกสติและสมาธิจดจ่อ  ซึ่งจำเป็นสำหรับทำการงานในชีวิตประจำวัน

๓) ปัญญาสิกขา  คือ การศึกษาและพัฒนา หรือ ภาวนา เพื่อให้เกิดความเจริญทางด้านจิตใจ มีปัญญาในอริยสัจ ตามลำดับ  ซึ่งมีลักษณะสำคัญ "ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง" ผู้อื่นทำให้ไม่ได้  และ "ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตน" ทำให้ผู้อื่นไม่ได้  ...  กิจกรรมในปีการศึกษาถัด ๆ ไป  น่าจะมีกิจกรรมส่งเสริมต่อไป

กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งหลักคิด และหลักปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง ตัดสินใจบนเงื่อนไขและปัจจัยที่มีอย่างพอประมาณบนเหตุผลของความถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่เสี่ยงเกินไป มีภูมิคุ้มกันที่ดีทั้งภายในใจนั่นคือ ภายใต้เงื่อนไขของคุณธรรม และภูมิคุ้มที่ดีในการกระทำต่างๆ นั่นคือ ความรู้ นำสู่การดำเนินชีวิต ครอบคลุม ๔ มิติ ทั้งวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

ผมมีความเห็นว่า การฝึกสติปัฏฐาน และสมาธิตั้งมั่น นั้น เป็นการสร้างเสริม "ภูมิคุ้มกันภายในที่ดี"  เพราะสติและสมาธินั้น เป็นปัจจัยของความรู้ ความคิด และปัญญา ที่รอบคอบ ระมัดระวัง

หากถามว่าทำไมต้องสวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ มีประโยชน์และอานิสงค์อะไร...?  มีผู้ให้คำตอบไว้มากมาย หากสืบค้นด้วย google  ... อย่างไรก็ดี มีคำสอนว่าไม่ให้เชื่อ ก่อนจะได้ลองปฏิบัติและพิจารณาด้วยตนเองเสียก่อน รวมทั้งลักษณะของปัญญาพุทธ ๒ ประการ ข้างต้น ...  ดังนั้น ผู้ถาม ควรจะลองเปิดใจและไปสวดดู จะทราบคำตอบ

ส่วนความเห็นผม ณ ขณะนี้ วัตถุประสงค์ คือ เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับสติและสมาธิ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันภายในใจ ซึ่ง "...จำเป็นในที่ทุกสถานในการณ์ทุกเมื่อ..." ดังคำที่ครูบาอารย์ท่านสอนบ่อยๆ  นอกจากนี้แล้วยังมีประโยชน์โดยอ้อมสำคัญ ดังนี้

  • นิสิต "มาถึง" วัดป่ากู่แก้ว  ... นิสิตที่นับถือศาสนาพุทธและลงทะเบียนเรียนรายวิชานี้   จะไม่มีคำถามว่ วัดกู่แก้วอยู่ที่ไหน?  จะไปทำบุญหรือร่วมงานประเพณีทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมใกล้ๆ ที่ไหนดี?  วัดป่ากู่แก้วเป็นอย่างไร? ...ฯลฯ 
  • นิสิตได้ฝึกความอดทน โดยเฉพาะคนที่มาสวดมนต์ครั้งแรก  การสวดมนต์ยาวนานเกือบ ๒ ชั่วโมง ต้องอดทน และได้เรียนรู้เกี่ยวกับทุกข์พอสมควร
  • ได้ร่วมกันทำบุญกุศลแด่สัพสัตว์ทั้งหลาย ตามคติชาวพุทธ 
  • ได้ร่วมถวายการสวดมนต์เป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร 
  • ได้รู้จักเพื่อนๆ และได้สนทนาปัญหาเกี่ยวกับธรรมะ หรือเกี่ยวกับ "สติ" และ "สมาธิ" ... ได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติ 
  • ฯลฯ 
ผลจะเป็นอย่างไรนั้น จะทำวิจัยมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ 




วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โครงการนิสิต LA _ ๐๑ : ที่มาที่ไป ความตั้งใจ และความคาดหวัง

ขณะที่เขียนบันทึกนี้ "โครงการนิสิตผู้ช่วยอาจารย์" หรือ Lecturer Assistant ได้ดำเนินการมาเกือบจะครบภาคการศึกษาแล้ว มีทั้งเสียงสะท้อนทั้ง "ว่าดี" และทั้งที่บอกว่า "ต้องทำให้ดีขึ้น" จากอาจารย์ผู้สอน  อย่างไรก็ดีสำนักศึกษาทั่วไปยังคงดำเนินโครงการนี้ต่อไปในภาคเรียนหน้า  ขณะนี้ได้ประกาศรับ "นิสิต LA" สำหรับปีการศึกษา ๒/๒๕๕๘ แล้วอีก ๑๐๐ คน ด้วยความมุ่งมั่นภายใต้ข้อจำกัด และความตั้งใจที่พัฒนาคุณภาพของนิสิตและปรับปรุงระบบและกลไกในการบริการให้ดีขึ้น  โดยเริ่มที่บันทึกนี้ ที่จะอธิบายถึง "ที่มา ที่ไป ความตั้งใจ และความคาดหวัง" ของโครงการ เพื่อให้อาจารย์ผู้อ่าน เข้าใจและเห็นใจมากขึ้น 

ที่มาที่ไป

เหตุผล ๕ ประการ ที่ทำให้สมควรมี "ผู้ช่วยอาจารย์" ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คือ 

๑) รายวิชาศึกษาทั่วไปจัดกลุ่มเรียนขนาดใหญ่ ตั้งแต่ ๑๕๐ ถึงเกือบ ๔๐๐ คน  ทำให้อาจารย์ต้องใช้เวลามากในการที่ต้องกรอกบันทึกคะแนน และตรวจเช็คชื่อการเข้าเรียนในแต่ละครั้ง เป็นการยากในการตรวจสอบการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเข้าเรียน เช่น ขาด ลา มาสาย ฯลฯ  ....  นิสิต LA จะเข้ามาช่วยทำหน้าที่ตรวจเช็่คชื่อ เช็คลา มาสาย และแบ่งเบาภาระของอาจารย์ผู้สอนได้โดยนำเอางานที่อาจารย์ตรวจแล้วมากรอกคะแนนลงในไฟล์ Excel ซึ่งจะสามารถ Import เข้าไปในระบบระเบียนได้อย่างสะดวก  

๒) ปัญหาการแก้เกรด ทั้งที่เป็นความผิดของนิสิตที่ส่งงานผิดที่ การตัดชื่อนิสิตออกในกรณีชำระค่าลงทะเบียนช้า แล้วปรากฎรายชื่อเข้ามาในระบบทะเบียนในภายหลัง ทำให้คะแนนเก็บบางส่วนหายไป หรือแม้แต่ความผิดพลาดจากการกรอกคะแนนของอาจารย์เอง ฯลฯ  ...  เราคาดว่าปัญหานี้จะหมดไป ถ้ามีการประกาศและกำชับให้นิสิตทุกคน ได้ตรวจสอบคะแนนเก็บและผลคะแนนสอบกลางภาคของตนเอง ก่อนจะมีการสอบปลายภาค  ด้วยการทำเป็นประกาศและขั้นตอนปฏิบัติให้นิสิตทุกคนต้องปฏิบัติ โดยหมายเหตุว่า หากไม่ตรวจสอบหรือท้วงติงตามวันเวลาที่กำหนด ถือว่ายอมรับคะแนนเก็บนั้นๆ  จะไม่สามารถเรียกร้องให้ตรวจสอบได้ภายหลัง ...  ทั้งนี้ หน้าที่ของ "นิสิต LA" คือต้องประสานงานกับนิสิตทุกคน 

๓) ปัญหาเรื่องการใช้สื่อโสตทัศนอุปกรณ์ ซึ่งหลายครั้งที่มักมีปัญหาให้อาจารย์ต้องโทรตามเจ้าหน้าที่บริการ (บร.) เพราะอุปกรณ์ในหลายชั้นเรียนยังเป็นระบบเก่าที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับอาจารย์ที่ไม่สันทัดเรื่องเทคโนโลยี   ...  นิสิต LA จะไปเปิดอุปกรณ์เล่นสื่อหรือโสตทัศนอุปกรณ์ เตรียมพร้อมไว้ ก่อนจะอาจารย์จะเข้าสอน และช่วยแก้ปัญหาการใช้งาน ซึ่งนิสิต LA จะได้รับการฝึกอบรมมาก่อน

๔) ช่วยประหยัดไฟฟ้าและรายงานปัญหาห้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ บร. เช่น แอร์เสีย  พัดลมไม่ทำงาน หรือระบบเสียงชำรุด ฯลฯ  ... เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ บร. และแม่บ้าน มีจำนวนไม่มากพอจะเดินสำรวจตรวจดูทุกห้องเรียน ทำให้หลายครั้งมหาวิทยาลัยต้องสิ้นเปลืองพลังงานไปกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีใครปิด  ... นิสิต LA จะช่วยตรวจตราและกำชับให้นิสิตปิดเครื่องใช้ไฟ้ฟ้าต่างๆ ก่อนจะออกจากห้อง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีใครใช้ห้องเรียนนั้นแล้วในแต่ละวัน 

๕) เป็นการส่งเสริมการหารายได้ระหว่างเรียน  แม้ว่าค่าตอบแทนจะไม่มาก เพียง ๒๕ บาทต่อชั่วโมง แต่ถ้าหากใช้อย่างประหยัด และจัดการเวลาให้รับงานได้สัก ๔ กลุ่มเรียน  ก็จะได้ค่าตอบแทนประมาณสัปดาห์ละ ๒๐๐ บาท ภาคการศึกษาละ ๓,๐๐๐ บาท ก็พอจะแบ่งเบาภาระผู้ปกครองพอสมควร  ....  นอกจากเรื่องค่าตอบแทน นิสิต LA ที่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์ผู้สอนว่าทำงานดี มีความรับผิดชอบ จะได้รับประกาศนียบัตรรรับรองประสบการณ์อย่างเป็นทางการ และมีสิทธิ์ที่จะสมัครขอรับทุนนิสิตจิตอาสาของสำนักศึกษทั่วไป ... รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป 

ความตั้งใจ


ด้วยหลักการและเหตุผลข้างต้น สำนักศึกษาทั่วไป โดยฝ่ายพัฒนานิสิตและเครือข่ายวิชาการ จึงได้ดำเนินโครงการสร้าง "นิสิต LA" ขึ้น และทดลองนำร่องในภาคเรียนที่ ๓/๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีนิสิตได้รับใบประกาศบัตร จำนวน ๑๐ คน จึงได้ดำเนินการต่อในภาคการศึกษาต่อมา คือ ๑/๒๕๕๘  มีนิสิต LA ถึง ๙๘ คน ช่วยเหลืออาจารย์ทั้งหมด ๒๖๐ กลุ่มเรียน  ผลสรุปจะอย่างไร จะได้รายงานให้ทราบต่อไป ...

ในเบื้องต้น เรากำหนดวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ของ "นิสิต LA" ไว้ ๕ ประการ ได้แก่ 

๑)  ช่วย "เช็คชื่อ" คือ ตรวจสอบการเข้าเรียนหรือการเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิต เพื่อปลูกวินัยและความรับผิดชอบของนิสิต  และส่งเสริมทักษะชีวิตด้านคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ ระเบียบเครื่องแต่งกาย ฯลฯ  โดยในเบื้องต้นนี้ ให้เป็นดุลพินิจของอาจารย์ผู้สอนว่าจะกำหนดเกณฑ์ในการประเมินอย่างไรในแต่ละด้าน 

๒) ช่วยกรอกคะแนน คือ การนำเอาใบงาน การบ้าน หรือชิ้นงาน หรือผลงาน จากกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งอาจารย์ตรวจให้คะแนนแล้ว มากรอกคะแนนลงในใบรายชื่อ และบันทึกลงในไฟล์ Excel เพื่อให้สะดวกต่ออาจารย์ ในการ Import ลงในระบบทะเบียนของนิสิตต่อไป 

๓) ประกาศคะแนน หรือประสานให้นิสิตเข้าตรวจสอบคะแนนเก็บ เป็นระยะ หรืออย่างน้อย ๑ ครั้งก่อนจะสอบปลายภาค เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการส่งงานและผู้ตรวจงาน  ให้แน่ใจว่า ไม่มีงานที่ส่งแต่อาจารย์ไม่ได้ลงบันทึกคะแนน  โดยกำหนดช่วงเวลาที่นิสิตสามารถมาแจ้งกับนิสิต LA ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมแจ้งให้อาจารย์ทราบ และ/หรือ ประสานไปยังนิสิตทุกคนให้เข้าดูคะแนนของตนในระบบเมื่ออาจารย์นำคะแนนลงในระบบแล้ว  หากเลยช่วงเวลาดังกล่าว ให้ถือว่านิสิตยอมรับว่าคะแนนนั้นถูกต้อง ไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนในภายหลัง ....  การใช้สื่อสังคมออนไลน์เช่น facebook  ทำให้การติดต่อประสานระหว่างนิสิต LA  กับนิสิตผู้เรียนทุกคนสามารถทำได้ 

๔) ช่วยเปิดสื่ออุปกรณ์ เตรียมความพร้อมของห้องเรียน ก่อนอาจารย์จะเข้าสอน 

๕) ช่วยปิดสื่อโสตทัศน์และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อแน่ใจว่า ไม่มีผู้ใช้ห้องเรียนต่อ 

หน้าที่ ๕ ประการนี้ ถูกกำหนดขึ้นด้วยความตั้งใจ จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของอาจารย์ผู้สอนกลุ่มใหญ่  เพื่อทำให้อาจารย์ได้มีเวลาในการเตรียมการสอน และออกแบบปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น  และหวังจะเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการของสำนักศึกษาทั่วไป เอื้อให้อาจารย์ได้สอนในห้องเรียนที่พร้อมที่สุด และใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยอย่างคุ้มค่าที่สุด 

ความคาดหวัง

ความคาดหวังสำคัญ ๓ ประการ จากโครงการนี้ คือ 

๑) ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์ผู้สอน ช่วยมหาวิทยาลัยประหยัดไฟ และช่วยให้สำนักศึกษาทั่วไปให้บริการอาจารย์ได้อย่างประทับใจที่สุด  

๒) ได้ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินของนิสิต LA  และเป็นเหมือนโครงการฝึกฝนทักษะการทำงานของนิสิต LA แต่ละคน  โดยอาจารย์มีอาจารย์ผู้สอนทุกท่าน เป็นทั้งครูและเป็นทั้งผู้ใช้ว่าที่บัณฑิตในอนาคต   ... นิสิต LA ที่ผ่าน การทำงานอย่างดี จะได้รับการรับรองจากทั้ง อาจารย์ผู้สอน และสำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหสารคาม ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานเบื้องต้น 

๓) ได้นิสิตต้นแบบหรือนิสิตแกนนำในการขับเคลื่อนคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป โดยเฉพาะด้านความเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ประหยัด ขยัน และความมีจิตอาสา 

ขอจบบันทึกด้วยรูปของนิสิต LA รุ่นนำร่อง ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร จะมาบันทึกรายงานให้ท่านทราบเป็นระยะครับ 










วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

CADL โครงการเด็กดีมีที่เรียน_13: โครงการคืนถิ่นทำดี ครั้งที่ ๓ โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ จ.มหาสารคาม

บ่ายของวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ กลุ่มนิสิตเด็กดีมีที่เรียนจำนวน ๑๑ คน เจ้าหน้าที่สำนักศึกษาทั่วไป ๑ และผม ไปเยี่ยมน้องชั้น ม.๖ โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ ๓๐ กิโลเมตรจากตัวจังหวัด มีนักเรียนทั้งหมด ๒๑๕ คน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายใน ให้น้องๆ รู้จักตนเองมากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต ...

ผมบอกย้ำกับนิสิตเด็กดีมีที่เรียนหลายครั้งว่า เราไม่ได้มา "แนะแนว" หรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มาค้นหาคนเก่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการมา "แนะนำ" และทำกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักความถนัด ความชอบ และความต้องการของตนเองและครอบครัว....แม้ว่าความตั้งใจจะเกี่ยวข้องกับ "คนดี" ที่รู้จักตนเองและสนใจจะเข้าไปร่วมโครงการเด็กดีมีที่เรียน

เราได้รับการต้อนรับจากผู้บริหาร ผู้อำนวยการมาต้อนรับเราด้วยตัวท่านเอง และมีคุณครูแนะแนว รวมนักเรียนหลังเลิกแถวตอนบ่ายอย่างเรียบร้อย ... ขอขอบคุณท่านทั้งสองมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

กิจกรรมแรกคือ การสำรวจความเห็น สิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอีก ๕ ปีข้างหน้า โดยให้นักเรียนทุกคนเขียนลงใสกระดาษโพสท์อิท แล้วส่งให้พี่นิสิตนับสถิติ ได้ผลดังนี้

ครู ๖๒
พยาบาล ๔๖
ตำรวจ ๒๐
นักบัญชี ๑๗
วิศวะ ๑๕
เภาสัชกร ๕
ไกด์ ๔
ทำงานการโรงแรม ๓
เชฟ ๓
ผู้พิพากษา ๓
ทนายความ ๓
อัยการ ๓
นิเทศ ๓
นักธุรกิจ ๓
สัตวแพทย์ ๒
แพทย์ ๒
ทันตแพทย์ ๑
เจ้าหน้าที่สหภัชศาสตร์ ๑
เทคนิคการแพทย์ ๑
บุรุษพยาบาล ๑
ผู้จัดละคร ๑
สถาปนิค ๑
โปรแกรมเมอร์ ๑
อุตสาหกรรมพาณิชย์ ๑
ทหาร ๑
พิธีกร ๑
หมอผี ๑
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๑
นักการฑูต

ข้อสังเกตสำคัญ ความต้องการของนักเรียนต่างโรงเรียนกัน คล้ายกันอย่างมาก อาชีพยอดฮิต ยังเป็นครู พยาบาล ตำรวจ นักบัญชี และมีวิศวะบ้าง ส่วนอาชีพอย่างอื่นมีบ้างประปราย ....  โอกาสที่จะสูญเปล่าทางการศึกษายังสูงมาก ....ซึ่งจะเขียนอธิบายในโอกาสต่อไปนะครับ

ผม AAR ว่า กระบวนการที่นิสิตเด็กดีฯ ทำในคราวนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างดี สร้างความประทับใจ ให้กับทุกคน จึงเห็นว่า น่าจะบันทึกกระบวนการบางอย่างไว้ เผื่อว่าผู้อ่าน จะนำไปใช้ในคราวต่อไป

นิสิตเด็กดีมีที่เรียน เตรียมตัวอย่างดีพอสมควร มีการนัดประชุมเตรียมกระบวนการตั้งแต่สัปดาห์ก่อนการมาครั้งนี้ และช่วยกันเตรียมเอกสารแนะนำคุณลักษณะที่เหมาะสมสำหรับคนแต่ละอาชีพ เตรียมกิจกรรม "สามเหลี่ยมตัวฉัน" (ขอเรียกชื่อนี้ก่อนนะครับ) และกิจกรรมไทม์ไลน์ เพื่อทำให้นักเรียนรู้จักตนเองและวางแผนการศึกษาต่อได้ดีขึ้น 

นิสิตที่นำทำหน้าที่ "วิทยากรกระบวนการ" หรือ "กระบวนกร" ในคราวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผลิตผลที่น่าภูมิใจของคุณครูเพ็ญศรี ใจกล้า และโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม นั่นคือ ธีระวุฒิ ศรีมังคละ หรือน้องแสน นิสิตปี ๑ ศึกษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ติดตามผลงานของเขาได้ที่นี่

ผมรู้ว่าตอนนี้นิสิตในโครงการเด็กดีมีที่เรียน มีหลายคนที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูงมาก มีความสามารถที่ผมยังไม่รู้เพราะยังไม่ได้สร้างโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกมามากพอ อย่างไรก็ดี ผมหวังว่าจะสามารถส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเป็น "กระบวนกร" นำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจ


ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคิดกิจกรรมนี้ครั้งแรก แต่แสนเป็นคนแรกที่ทำให้ผมรู้จักกิจกรรมนี้ นิสิตเด็กดีฯ เตรียมงานในลักษณะเอกสารดังรูปด้านล่าง เพื่อนำน้องๆ ทำกิจกรรมที่อาจเรียกว่า "สามเหลี่ยมตัวฉัน" โดยเริ่มทำกิจกรรมนี้หลังจากการ "ละลายพฤติกรรม" จนมั่นใจว่า "เปิดใจตนเอง" ได้แล้ว



เป้าหมายของกิจกรรม คือทำให้น้องนักเรียนรู้จัก "ฉัน" ว่าสิ่งที่ตัดสินใจอยากจะเป็นนั้น เป็นการตัดสินใจจาก "ฉันเอง" ไม่ใช่เพราะครอบครัว ไม่ใช่เพราะกระแสนิยม หรือเหตุผลความจำเป็นอื่นใดๆ

วิธีการคือ ให้เขียนว่า ฉันอยากทำอะไร ฉันมีความสุขกับการทำอะไร และอะไรคือความฝันของฉัน และแนวทางการในการตัดสินใจว่า ฉันควรจะทำอาชีพอะไร ครอบครัวว่าอย่างไร กระแสนิยมคืออาชีพอะไร  และรวมถึงโอกาส ข้อจำกัดเรื่องทุนการศึกษา ปัญหาด้านการเงิน หรือเหตุผลอื่นๆ

แล้วตั้งคำถามชวนคิด เพื่อให้เห็นคำตอบด้วยตนเองว่า ความฝันที่ฉันอยากจะเป็นนั้น ใช่สิ่งเดียวกับที่ฉันอยากทำ สิ่งที่เดียวกับที่จะทำให้ฉันมีความสุข  ตรงกับความต้องการของครอบครัวหรือไม่ หรือทำไมต้องไปหรือไม่ไปตามกระแสนิยม

ผมตีความว่า สิ่งที่ฉันอยากทำ บอกถึง "ความชอบ" สิ่งที่ฉันทำแล้วมีความสุข บอกถึง สิ่งที่ทำแล้วสำเร็จ เพราะสิ่งที่ทำได้ดี จะทำให้คนมีความสุข นั่นคือบอกถึง "ความถนัด"  ส่วนความฝันที่อยากมีหรือที่อยากเป็น นับเป็นเป้าหมายของชีวิต สรุปคือ สามเหลี่ยมนี้ บอกถึง ความชอบ ความถนัด และ เป้าหมายของชีวิต

และตีความว่า อะไรที่เขียนอยู่ในสามเหลี่ยม คือ "ตัวฉัน" ส่วนข้อมูลที่อยู่นอกสามเหลี่ยมนั้นเป็น "คนอื่น" ประเด็นคือ ต้องทำให้มั่นใจว่า คนที่ตัดสินใจคือฉัน ไม่ใช่คนอื่น






CADL โครงการเด็กดีมีที่เรียน_12: โครงการคืนถิ่นทำดี ครั้งที่ ๒ โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร จ.มหาสารคาม

วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ กลุ่มนักเรียนโครงการ "เด็กดีมีที่เรียน" ไปเยี่ยมน้องๆ โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร เพื่อแนะนำและทำกิจกรรมส่งเสริม "การรู้จักตนเอง" ก่อนเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต มีนิสิตมาร่วม ๗ คน บุคลกร ๑ รวมทั้งหมด ๘ คน มีนักเรียนเข้าร่วม ๑๑๒ คน เป็นนักเรียนชั้น ม. ๔ - ๖ เกือบทั้งหมดของโรงเรียน .... เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ผอ.ดร.สมปอง มาตย์แท่น ผู้บริหาร และคุณครูสุรียนต์ ครูเพื่อศิษย์อีสาน เจ้าของงานวันเกิดที่เด็กๆ จัดให้ในตอนท้ายของกิจกรรมวันนี้


ผมเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำร่วมกับนักเรียน เมื่อคราวที่เรามาครั้งก่อน (อ่านที่นี่) และ เมื่อคราวที่เราไปโรงเรียนโพนทอนวิทยายน (อ่านที่นี่) เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักตนเองว่า ตนเองถนัดอะไร ชอบอะไร ต้องการเรียนต่อเพื่อประกอบอาชีพอะไร

ผลการสำรวจแบบรายบุคคลที่ให้ทุกคนเขียนใส่กระดาษโพสท์อิท และเดินออกมาติดหน้ากระดานตามหมวดหมู่ที่ใกล้เคียง ได้ผลดังนี้







ครู ๓๗ คน
ตำรวจ ๒๗ คน
แพทย์ ๑๒ คน
พยาบาล ๑๑ คน
นักธุรกิจ ๘ คน
นักกีฬา ๘ คน
นักสิ่งแวดล้อม ๔ คน
ทนายความ ๒ คน
วิศวะ ๒ คน
นักบัญชี ๒ คน
นักแสดง ๒ คน
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๒ คน
โปรแกรมเมอร์ ๑ คน
กัปตัน ๑ คน
ไกด์ ๑ คน

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ ไม่ใช่ "อาชีพในกระแส" เช่น ครู แต่เป็นอาชีพ "ตำรวจ" ที่สูงเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบเร็วจากสายตา อาจเป็นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชายที่โรงเรียเทศบาลบูรพาฯ ก็เป็นได้ คำถามคือ ทำไม? ....  อาชีพครู ใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้ เพราะ "เงินเดือนสูง" ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ใครๆ ก็อยากเป็นครู

และที่น่าสนใจ คือ อาชีพ ๔ อาชีพสุดท้าย  ที่นักวิชาการทำนายว่า เป็นอาชีพแห่งศตวรรษใหม่ในยุคอาเซียน การเงินเสรี และไอซีทีไร้พรมแดน... ยากจะตีความได้ถูกว่า นักเรียนไม่มั่นใจว่าตนเองเหมาะสมหรือ "ไปได้" หรือยังไม่รู้ว่าอาชีพ ๔ อันดับบนนั้น เป็นกระแสที่คนสนใจ ทำให้การแข่งขันสูงมาก






วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คำตอบของ "เด็กดีมีที่เรียน" เมื่อถามว่า "จะขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัยอย่างไร? "

วันที่ ๒๔ -๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ทีม CADL และรุ่นพี่ๆ ในโครงการเด็กดีมีที่เรียน จัดค่าย "รับน้องเด็กดีมีที่เรียน ปี ๒๕๕๘" เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เตรียมความพร้อมก่อนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มี "นิสิตเด็กดีฯ" มาร่วมเวทีนี้ประมาณ ๕๐ คน (รอรายงานสรุปจากทีมทำงาน)

ผมให้นโยบายกับคุณภาณุพงศ์ บุคลากรสำนักศึกษาทั่วไป ที่รับผิดชอบเป็นผู้จัดการโครงการฯ ๓ ประการ ได้แก่ ๑) รู้จักกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ทำให้เด็กดีฯ ทุกคนรู้จักโครงการเด็กดีฯ มากขึ้น สร้างวิสัยร่วมที่ดีเกี่ยวกับการขับเคลื่อน ปศพพ. ร่วมกัน  ๒) สร้างความรู้ความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ๓) ร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัย

กระบวนการที่สำคัญๆ ที่รุ่นพี่จัดไว้ให้รุ่นน้อง มีหลักๆ ดังนี้
  • กิจกรรมละลายพฤติกรรม -> ทำให้รู้คุ้นเคยกัน 
  • กิจกรรมเชียร์มหาวิทยาลัย -> ปลูกฝังความดี ที่จะเป็นบัณฑิตที่ดีเพื่อมหาชน ของมหาวิทยาลัย 
  • เวิร์คช๊อป "เป้าหมายชีวิต" โดย รศ.ดร.นารีรัตน์ รักวิจิตรกุล -> วางแผนชีวิต (ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ)
  • ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ส่วนนี้ผมเป็นวิทยากรเอง) -> รู้และเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
  • กิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพ โดย "the trainer"  -> เสริมความเป็นผู้นำและกล้าแสดงออก
  • กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ -> ทำกรรมดีร่วมกัน เป็นฐานสำคัญของความสามัคคี
  • กิจกรรมระดมสมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน ปศพพ. 
  • กิจกรรมบายศรีผลไม้ ดอกไม้ให้คุณ -> หลอมรวมจิตใจ
กิจกรรมทั้งหมดเป็นอย่างไร คุณภาณุพงศ์ คงให้รายละเอียดไว้ในที่อื่นนะครับ  ผมอยากสรุปไว้ตรงนี้ เกี่ยวกับ ผลการระดมสมองถึง แนวทางการขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งผมสรุปสังเคราะห์ในแผนภาพด้านล่างนี้ครับ


วิธีการขับเคลื่อน

การขับเคลื่อนแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับบุคคล ในที่นี้สำคัญคือ "ตนเอง" ก่อนจะขยายผลไปยังครอบครัวและเพื่อนสนิท  ๒) ระดับชุมชน ในที่นี้เริ่มที่ ชุมชนเด็กดีมีที่เรียน แล้วขยายไปยังเพื่อนหรือคนในสาขาวิชา คณะวิทชา และมหาวิทยาลัย และ ๓) ระดับสังคมประเทศชาติ และสากล  เป็นการมุ่งขยายผลสู่ผู้คนที่สนใจ ผ่านสื่อและนวัตกรรมในโลกออนไลน์ โดยมีลำดับการดำเนินงานดังนี้
  • เริ่มที่ตนเอง ศึกษาให้เข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติกับตนเองจนเห็นผล ในเรื่องสำคัญ เช่น การทำบัญชีรับ-จ่าย การดำเนินชีวิตประจำวัน ฯลฯ
  • ขยายผลลัพธ์สู่ผู้ปกครองและเพื่อนสนิท หรือผู้สนใจ 
  • ร่วมกันจัดตั้งชมรม "เด็กดีมีที่เรียน" และร่วมกันทำกิจกรรมความดีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น รณรงค์การใช้ทรัพยากรในมหาวิทยาลัยอย่างประหยัดและคุัมค่า 
  • ออกค่ายขยายผลกลับไปยังโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนเดิมที่นิสิตเด็กดีฯ จากมา 
  • ช่วยกันสร้างสื่อเผยแพร่ วิธีการและผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนฯ ไปยัง เพื่อในสาขาวิชาหรือคณะวิชา และเผยแพร่สู่สาธารณะชนผ่านสื่อสังคมออลไลน์ Facebook, Line  เช่น หนังสั้น เพลง แผ่นป้ายงานศิลป์ ฯลฯ 



วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

CADL ขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๐๙ : วิชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มที่การทำความเข้าใจที่ถูกต้องของนิสิต มมส.

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (ปรับปรุงปี ๒๕๕๘)  ในกลุ่มวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีรายวิชาให้นิสิตเลือกเรียนเพียง ๕ วิชา ซึ่งนิสิตต้องลงทะเบียนเรียนอย่างน้อย ๓ วิชา หนึ่งในนั้นคือรายวิชา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากที่เคยเป็นรายวิชาเลือก ที่มีนิสิตเรียนเพียงภาคการศึกษาละประมาณ ๑,๐๐๐ คน กลายเป็นมาเป็นวิชาใหม่ในชื่อเดิมที่คาดว่าจะมีนิสิตลงทะเบียนเรียนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนต่อปีการศึกษา โดยคำอธิบายรายวิชานี้กำหนดไว้ว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต" สะท้อนถึงเป้าหมายของรายวิชาที่มุ่งให้เข้าใจและนำไปใช้จริงในการดำเนินชีวิตของนิสิตทุกคน

การปรับปรุงหลังสูตรฯ ในครั้งนี้ทำให้ มมส. เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอ เพียงสู่นิสิตทุกคน โดยบรรจุรายวิชาลงไปในหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไปแบบเต็มคลาส และมีแผนจะเชิญปราชญ์ทั่วแผ่นดินมาให้ความรู้แก่บุคลากรและนิสิตอย่างต่อเนื่อง

ผมเองในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ประสานงานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชาในกลุ่มวิชามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้โทรศัพท์ติดต่อประสานอาจารย์ผู้สอน และนัดประชุมเพื่อยกร่างตุ๊กตา และนำเสนอแนวทางที่สอดคล้องกับประสบการณ์การขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมา จนได้ข้อสรุปเป็น "ตุ็กตา" ดังนี้


โดย "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" จากบรรยาย เป็นการใช้สื่อมัลติมิเดียและการอภิปราย นำเสนอ วิพากษ์ และถอดบทเรียน เน้นการทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติกับตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการวางแผนชีวิต ดังมีรายละเอียดดังนี้

สัปดาห์ที่ ๑ ชี้แจง มคอ. ๓ เพื่อแจ้งรายละเอียดการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะกิจกรรมที่นิสิตที่ทุกคนต้องทำและเข้าร่วม ดังนี้
  • การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย นิสิตต้องฝึกทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายตลอดภาคการศึกษา โดยจะมีการข้อมูลมาวิเคราะห์ในชั้นเรียนในสัปดาห์ที่ ๙ และสรุปบัญชีฯ และสะท้อนการเรียนรู้ของตนเองส่งตอนปลายภาคเรียน  ส่วนนี้ประเมินเป็นคะแนนเก็บ ๕ คะแนน
  • เข้าร่วมกิจกรรมการสวดมนต์ คือ สวดอิติปิโสฯ ๑๐๘ จบ อย่างน้อย ๒ ครั้ง ที่วัดป่ากู่แก้ว โดยนิสิตต้องจองเวลาล่วงหน้าเพื่อการบริหารจัดการและเตรียมการรองรับ  ส่วนนี้จะมีการลงทะเบียนเพื่อตรวจเช็ค ให้คะแนนครั้งละ ๕ คะแนน รวมสองครั้งเป็น ๑๐ คะแนน
  • นิสิตแต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำ "หนังสั้น" ถ่ายทอดผลการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการทำประโยชน์สุขต่อผู้อื่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นำเสนอตอนปลายภาคเรียน โดยมีคะแนนในส่วนนี้ถึง ๑๕ คะแนน
สัปดาห์ที่ ๒ ประวัติความเป็นมาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   นิสิตชมวีดีทัศน์สรุป ความเป็นมาและความสำคัญของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะร่วมกันศึกษาค้นคว้าจากเอกสารประกอบการสอนในประเด็นดังกล่าว แล้วร่วมกันอภิปราย สรุป และเขียนสะท้อนการเรียนรู้ลงในใบงาน

ส้ปดาห์ที่ ๓ ศาสตร์พระราชา  นิสิตชมวีดีทัศน์สรุปพระราชกรณียกิจ และหลักการทรงงาน แล้วศึกษารายละเอียดจากเอกสาร แล้วร่วมกันอภิปราย สะท้อนการเรียนรู้ และสรุปผลการเรียนรู้ลงในใบงาน

สัปดาห์ที่ ๔-๕ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทำความเข้าใจ หลักปรัชญาฯ ๒ เงื่อนไข ๓ ห่วง ๔ มิติ สู่ความมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยการศึกษาความรู้จากเอกสารประกอบการสอน ร่วมกันอภิปรายกลุ่ม ก่อนจะใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยการ "ถอดบทเรียน" ในใบงาน

สัปดาห์ที่ ๖-๗ วิเคราะห์ตนเอง สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้รู้จักตนเองอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การตัดสินใจอย่างพอประมาณกับตนเอง และการวางแผนได้อย่างรอบด้านและรอบคอบ เพื่อการกระทำใดๆ สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง  กิจกรรมการเรียนรู้จะเป็นการ "ถอดบทเรียน" ลงในใบงาน การสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สัปดาห์ที่ ๘ สอบกลางภาคเรียน เพื่อประเมินผลองค์ความรู้ที่นิสิตจำเป็นต้องรู้ ส่วนนี้เก็บคะแนน ๓๐ คะแนน

สัปดาห์ที่ ๙ เรียนรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และสรุปบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเอง

สัปดาห์ที่ ๑๐ วางแผนชีวิต นิสิตวางแผนชีวิตอย่างจริงจัง โดยใช้ศาสตร์สากลเช่น กฎของ Maslow การวิเคราะห์โอกาส (SWOT), อุปนิสัยทั้ง ๗ ของผู้มีประสิทธิผลยิ่งของสตีเฟ่น โควี ฯลฯ เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเอง

สัปดาห์ที่ ๑๑-๑๓ เรียนรู้เกี่ยวกับกรณีตัวอย่างของการน้อมนำหลักปรัชญาฯ ไปใช้ในการดำรงชีวิต เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ และกรณีศึกษาอื่นๆ

สัปดาห์ที่ ๑๔-๑๕ นำเสนอหนังสั้น ของแต่ละกลุ่ม และอภิปรายสรุปวิธีการน้อมนำไปใช้ทำประโยชน์สุขต่อส่วนรวมอย่างหลากหลาย

สัปดาห์ที่ ๑๖  ถอดบทเรียนการเรียนรู้ทั้งหมดร่วมกัน (AAR: After Action Review)

สัปดาห์ที่ ๑๗ สอบปลายภาค เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต

เน้นอีกครั้งก่อนจะจบบันทึกนี้ว่า  นี่เป็นเพียง "ตุ๊กตา" ที่จะนำมาสู่วงอภิปรายและวิพากษ์ของอาจารย์ผู้สอนที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตอนปลายเดือนมิถุนายนนี้ 






วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

ข้อเสนอวิธีการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้าน "ตรงต่อเวลา" และ "ความรับผิดชอบ" ในชั้นเรียน อย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอต่อผู้บริหารเรื่อง "คะแนนจิตสาธารณะ" (อ่านที่นี่) ได้ความเห็นชอบจากทีมผู้บริหารสำนักศึกษาทั่วไป ให้ฝ่าย CADL เริ่มดำเนินการในปีการศึกษาหน้า ทำให้ผมยินดีและมีไฟ มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างระบบช่วยอาจารย์ผู้สอน ให้สามารถปลูกฝังคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์หมวดวิชาศึกษาทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงขอเสนอ "ระบบปลูกฝังวินัยโดยใช้นิสิตผู้ช่วยอาจารย์"

เป้าหมายและปัญหาที่ผ่านมา

ผลการเรียนหรือคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์หมวดวิชาศึกษาทั่วไปด้านคุณธรรม จริยธรรม กำหนดเป้าหมายของการศึกษาทั่วไป ให้เป็นผู้มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ แต่กระบวนการปลูกฝังผ่านกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากจำนวนนิสิตต่อห้องเรียนมาก ๑๐๐ - ๒๕๐ คน (ห้องเรียนขนาดใหญ่) ที่ผ่านมามีแนวคิดเรื่องระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ แต่ยังคงต้องใช้เวลามากอยู่ดี เพราะนิสิตต้องมารอต่อคิดสแกนทีละคน ไม่สอดคล้องกับเวลาเรียนเพียง ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที อาจารย์ผู้สอนก็ยังคงต้องรับภาระกรอกคะแนนเก็บและติดหรือลงประกาศคะแนนเก็บให้นิสิตรู้ เพื่อลดปัญหาการแก้ไขเกรดเหมือนเดิม

ระบบปลูกฝังวินัยด้านวินัย ตรงต่อเวลา และความรับผิดชอบ โดยใช้ "นิสิตผู้ช่วยอาจารย์" สามารถแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะสามารถเช็คชื่อผู้เข้าเรียนให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาไม่เกิน ๕ นาที (ด้วยเทคนิควิธีการที่จะเสนอต่อไป) หรือสามารถตรวจเช็คขณะที่อาจารย์กำลังสอนโดยไม่รบกวนอาจารย์เลย  วิธีนี้จะช่วยให้อาจารย์ปลูกฝังวินัยเรื่องการตรงต่อเวลา โดยใช้เกณฑ์การหักคะแนนเมื่อไม่รักษาเวลา
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะนำเอางานหรือการบ้านที่อาจารย์ตรวจแล้ว ไปกรอกคะแนนลงในใบรายชื่อ (excel หรือระบบฐานข้อมูล ที่สามารถพัฒนาขึ้นได้) และนำมาประกาศหน้าห้อง (หรือในฐานข้อมูลออนไลน์) ให้นิสิตทราบก่อนอาจารย์จะเข้าสอนทุกสัปดาห์หรือตามที่อาจารย์บอก วิธีนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์ได้มาก และช่วยให้อาจารย์ออกแบบและมอบหมายงานเพื่อฝึกความรับผิดชอบของนิสิตได้อย่างเหมาะสม
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะมีความสามารถได้การใช้สื่อมัลติมิเดียหรือระบบเสียงต่างๆ ในชั้นเรียน โดยทางสำนักศึกษาทั่วไป จะมีการฝึกอบรมนิสิตก่อนจะประกาศให้เป็น "นิสิตผู้ช่วยอาจารย์" อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ก่อนจะอาจารย์จะเข้าสอนจะมีการตรวจสอบและเตรียมระบบสื่อ เสียง แสง และมีผู้ช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้น และนำปัญหาและความต้องการกลับมายังสำนักศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขต่อไป
  • นอกจากนี้แล้ว นิสิตผู้ช่วยอาจารย์จะอยู่ตลอดการสอนของอาจารย์ จึงเหมือนเป็นผู้ช่วยในการจัดการเรียนการสอน เช่น การช่วยแจกหรือเก็บอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น 
วิธีการดำเนินการ

รับสมัครนิสิตจิตอาสาที่สมัครใจ โดยเฉพาะนิสิตในโครงการเด็กดีมีที่เรียน จำนวนไม่เกินจำนวนกลุ่มเรียนที่เปิดสอนในภาคการศึกษานั้นๆ  เข้ามารับการฝึกอบรม "หลักสูตรนิสิตผู้ช่วยอาจารย์" จากสำนักศึกษาทั่วไป ผู้อ่านการอบรมจะรู้หน้าที่และขั้นตอนการทำงานที่ทางสำนักฯ ได้สื่อสารไว้กับอาจารย์ผู้สอนแล้วเป็นอย่างดี  เช่น

  • วิธีเช็คชื่อนิสิตเข้าเรียน ทำได้ง่ายๆ และเร็วด้วยวิธีการใช้แผนผังที่นั่ง ดังรูป โดยในคาบเรียนแรกๆ นิสิตผู้ช่วยอาจารย์จะอธิบายกับนิสิตเรื่องแผนผังการนั่งประจำประจำเพื่อเช็คชื่อก่อนเริ่มเรียน นิสิตทุกคนจะมีเลขที่นั่งเหมือนกับเลขที่นั่งสอบ ใครไม่มาเรียนจะทราบทันที สามารถบันทึกง่ายๆ ด้วยการกากบาททับที่ว่างนั้นบนแผนผัง


  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะสร้างกลุ่มบน Social  Network เช่น Facebook เพื่อสื่อสารคะแนนต่างๆ เช่น การส่งงาน การนัดแนะอื่นๆ รูปภาพกิจกรรมสำคัญๆ ในชั้นเรียน หรือนิสิตเองก็สามารถส่งงานมาทางออนไลน์ได้ หากอาจารย์ต้องการ 
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสื่อ มัลติมิเดีย ระบบแสง เสียง ในชั้นเรียนอย่างดี จนมีทักษะสามารถเปิด ปิด และแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ดี  และรู้จักแนวปฏิบัติเมื่อไม่สามารถแก้ปญหาได้
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะจัดเก็บข้อมูลงานของนิสิตทุกคนในรูปอิเล็คทรอนิคส์ไฟล์ แล้วจัดเก็บไว้ (ในฐานข้อมูล หากอาจารย์ต้องการ) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปศึกษา ถอดบทเรียนต่อไป 
วิธีนี้จะดีสำหรับอาจารยผู้สอน ที่จะสะดวก มีเวลาในการตรวจงานและเตรียมการสอนมากขึ้นแล้ว ยังจะได้นิสิตแกนนำที่มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ ถือได้ว่า มีนิสิตแกนนำที่มีคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์ฯ พร้อมๆ กับการปลูกฝังค่านิยมตรงต่อเวลา และรับผิดชอบให้กับนิสิตทุกคนด้วยเพราะนิสิตทุกคนต้องลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตรอยู่แล้ว ส่วนนิสิตช่วยงานที่ไม่สามารถทำตามที่กำหนดไว้ จะถูกประเมินให้ปรับปรุงหรือประเมินออกโดยอาจารย์ผู้สอน

ที่สำคัญงบประมาณค่าจ้าง "นิสิตช่วยงาน" ที่มหาวิทยาลัยตั้งเกณฑ์ไว้ แม้จะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านของนิสิต หรือถือเป็นเงินเก็บจากการฝึกทำงานระหว่างเรียนก็ได้ นอกจากนี้แล้ว การเคร่งครัดกับการมาเรียน อาจสามารถแก้ปัญหาเรื่องลิฟท์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้ครับ