วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

CADL โครงการเด็กดีมีที่เรียน_12: โครงการคืนถิ่นทำดี ครั้งที่ ๒ โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร จ.มหาสารคาม

วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ กลุ่มนักเรียนโครงการ "เด็กดีมีที่เรียน" ไปเยี่ยมน้องๆ โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร เพื่อแนะนำและทำกิจกรรมส่งเสริม "การรู้จักตนเอง" ก่อนเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต มีนิสิตมาร่วม ๗ คน บุคลกร ๑ รวมทั้งหมด ๘ คน มีนักเรียนเข้าร่วม ๑๑๒ คน เป็นนักเรียนชั้น ม. ๔ - ๖ เกือบทั้งหมดของโรงเรียน .... เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ผอ.ดร.สมปอง มาตย์แท่น ผู้บริหาร และคุณครูสุรียนต์ ครูเพื่อศิษย์อีสาน เจ้าของงานวันเกิดที่เด็กๆ จัดให้ในตอนท้ายของกิจกรรมวันนี้


ผมเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำร่วมกับนักเรียน เมื่อคราวที่เรามาครั้งก่อน (อ่านที่นี่) และ เมื่อคราวที่เราไปโรงเรียนโพนทอนวิทยายน (อ่านที่นี่) เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักตนเองว่า ตนเองถนัดอะไร ชอบอะไร ต้องการเรียนต่อเพื่อประกอบอาชีพอะไร

ผลการสำรวจแบบรายบุคคลที่ให้ทุกคนเขียนใส่กระดาษโพสท์อิท และเดินออกมาติดหน้ากระดานตามหมวดหมู่ที่ใกล้เคียง ได้ผลดังนี้







ครู ๓๗ คน
ตำรวจ ๒๗ คน
แพทย์ ๑๒ คน
พยาบาล ๑๑ คน
นักธุรกิจ ๘ คน
นักกีฬา ๘ คน
นักสิ่งแวดล้อม ๔ คน
ทนายความ ๒ คน
วิศวะ ๒ คน
นักบัญชี ๒ คน
นักแสดง ๒ คน
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๒ คน
โปรแกรมเมอร์ ๑ คน
กัปตัน ๑ คน
ไกด์ ๑ คน

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ ไม่ใช่ "อาชีพในกระแส" เช่น ครู แต่เป็นอาชีพ "ตำรวจ" ที่สูงเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบเร็วจากสายตา อาจเป็นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชายที่โรงเรียเทศบาลบูรพาฯ ก็เป็นได้ คำถามคือ ทำไม? ....  อาชีพครู ใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้ เพราะ "เงินเดือนสูง" ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ใครๆ ก็อยากเป็นครู

และที่น่าสนใจ คือ อาชีพ ๔ อาชีพสุดท้าย  ที่นักวิชาการทำนายว่า เป็นอาชีพแห่งศตวรรษใหม่ในยุคอาเซียน การเงินเสรี และไอซีทีไร้พรมแดน... ยากจะตีความได้ถูกว่า นักเรียนไม่มั่นใจว่าตนเองเหมาะสมหรือ "ไปได้" หรือยังไม่รู้ว่าอาชีพ ๔ อันดับบนนั้น เป็นกระแสที่คนสนใจ ทำให้การแข่งขันสูงมาก






วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คำตอบของ "เด็กดีมีที่เรียน" เมื่อถามว่า "จะขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัยอย่างไร? "

วันที่ ๒๔ -๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ทีม CADL และรุ่นพี่ๆ ในโครงการเด็กดีมีที่เรียน จัดค่าย "รับน้องเด็กดีมีที่เรียน ปี ๒๕๕๘" เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เตรียมความพร้อมก่อนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มี "นิสิตเด็กดีฯ" มาร่วมเวทีนี้ประมาณ ๕๐ คน (รอรายงานสรุปจากทีมทำงาน)

ผมให้นโยบายกับคุณภาณุพงศ์ บุคลากรสำนักศึกษาทั่วไป ที่รับผิดชอบเป็นผู้จัดการโครงการฯ ๓ ประการ ได้แก่ ๑) รู้จักกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ทำให้เด็กดีฯ ทุกคนรู้จักโครงการเด็กดีฯ มากขึ้น สร้างวิสัยร่วมที่ดีเกี่ยวกับการขับเคลื่อน ปศพพ. ร่วมกัน  ๒) สร้างความรู้ความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ๓) ร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัย

กระบวนการที่สำคัญๆ ที่รุ่นพี่จัดไว้ให้รุ่นน้อง มีหลักๆ ดังนี้
  • กิจกรรมละลายพฤติกรรม -> ทำให้รู้คุ้นเคยกัน 
  • กิจกรรมเชียร์มหาวิทยาลัย -> ปลูกฝังความดี ที่จะเป็นบัณฑิตที่ดีเพื่อมหาชน ของมหาวิทยาลัย 
  • เวิร์คช๊อป "เป้าหมายชีวิต" โดย รศ.ดร.นารีรัตน์ รักวิจิตรกุล -> วางแผนชีวิต (ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ)
  • ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ส่วนนี้ผมเป็นวิทยากรเอง) -> รู้และเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
  • กิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพ โดย "the trainer"  -> เสริมความเป็นผู้นำและกล้าแสดงออก
  • กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ -> ทำกรรมดีร่วมกัน เป็นฐานสำคัญของความสามัคคี
  • กิจกรรมระดมสมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน ปศพพ. 
  • กิจกรรมบายศรีผลไม้ ดอกไม้ให้คุณ -> หลอมรวมจิตใจ
กิจกรรมทั้งหมดเป็นอย่างไร คุณภาณุพงศ์ คงให้รายละเอียดไว้ในที่อื่นนะครับ  ผมอยากสรุปไว้ตรงนี้ เกี่ยวกับ ผลการระดมสมองถึง แนวทางการขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งผมสรุปสังเคราะห์ในแผนภาพด้านล่างนี้ครับ


วิธีการขับเคลื่อน

การขับเคลื่อนแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับบุคคล ในที่นี้สำคัญคือ "ตนเอง" ก่อนจะขยายผลไปยังครอบครัวและเพื่อนสนิท  ๒) ระดับชุมชน ในที่นี้เริ่มที่ ชุมชนเด็กดีมีที่เรียน แล้วขยายไปยังเพื่อนหรือคนในสาขาวิชา คณะวิทชา และมหาวิทยาลัย และ ๓) ระดับสังคมประเทศชาติ และสากล  เป็นการมุ่งขยายผลสู่ผู้คนที่สนใจ ผ่านสื่อและนวัตกรรมในโลกออนไลน์ โดยมีลำดับการดำเนินงานดังนี้
  • เริ่มที่ตนเอง ศึกษาให้เข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติกับตนเองจนเห็นผล ในเรื่องสำคัญ เช่น การทำบัญชีรับ-จ่าย การดำเนินชีวิตประจำวัน ฯลฯ
  • ขยายผลลัพธ์สู่ผู้ปกครองและเพื่อนสนิท หรือผู้สนใจ 
  • ร่วมกันจัดตั้งชมรม "เด็กดีมีที่เรียน" และร่วมกันทำกิจกรรมความดีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น รณรงค์การใช้ทรัพยากรในมหาวิทยาลัยอย่างประหยัดและคุัมค่า 
  • ออกค่ายขยายผลกลับไปยังโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนเดิมที่นิสิตเด็กดีฯ จากมา 
  • ช่วยกันสร้างสื่อเผยแพร่ วิธีการและผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนฯ ไปยัง เพื่อในสาขาวิชาหรือคณะวิชา และเผยแพร่สู่สาธารณะชนผ่านสื่อสังคมออลไลน์ Facebook, Line  เช่น หนังสั้น เพลง แผ่นป้ายงานศิลป์ ฯลฯ 



วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

CADL ขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๐๙ : วิชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มที่การทำความเข้าใจที่ถูกต้องของนิสิต มมส.

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (ปรับปรุงปี ๒๕๕๘)  ในกลุ่มวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีรายวิชาให้นิสิตเลือกเรียนเพียง ๕ วิชา ซึ่งนิสิตต้องลงทะเบียนเรียนอย่างน้อย ๓ วิชา หนึ่งในนั้นคือรายวิชา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากที่เคยเป็นรายวิชาเลือก ที่มีนิสิตเรียนเพียงภาคการศึกษาละประมาณ ๑,๐๐๐ คน กลายเป็นมาเป็นวิชาใหม่ในชื่อเดิมที่คาดว่าจะมีนิสิตลงทะเบียนเรียนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนต่อปีการศึกษา โดยคำอธิบายรายวิชานี้กำหนดไว้ว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต" สะท้อนถึงเป้าหมายของรายวิชาที่มุ่งให้เข้าใจและนำไปใช้จริงในการดำเนินชีวิตของนิสิตทุกคน

การปรับปรุงหลังสูตรฯ ในครั้งนี้ทำให้ มมส. เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอ เพียงสู่นิสิตทุกคน โดยบรรจุรายวิชาลงไปในหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไปแบบเต็มคลาส และมีแผนจะเชิญปราชญ์ทั่วแผ่นดินมาให้ความรู้แก่บุคลากรและนิสิตอย่างต่อเนื่อง

ผมเองในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ประสานงานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชาในกลุ่มวิชามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้โทรศัพท์ติดต่อประสานอาจารย์ผู้สอน และนัดประชุมเพื่อยกร่างตุ๊กตา และนำเสนอแนวทางที่สอดคล้องกับประสบการณ์การขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมา จนได้ข้อสรุปเป็น "ตุ็กตา" ดังนี้


โดย "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" จากบรรยาย เป็นการใช้สื่อมัลติมิเดียและการอภิปราย นำเสนอ วิพากษ์ และถอดบทเรียน เน้นการทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติกับตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการวางแผนชีวิต ดังมีรายละเอียดดังนี้

สัปดาห์ที่ ๑ ชี้แจง มคอ. ๓ เพื่อแจ้งรายละเอียดการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะกิจกรรมที่นิสิตที่ทุกคนต้องทำและเข้าร่วม ดังนี้
  • การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย นิสิตต้องฝึกทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายตลอดภาคการศึกษา โดยจะมีการข้อมูลมาวิเคราะห์ในชั้นเรียนในสัปดาห์ที่ ๙ และสรุปบัญชีฯ และสะท้อนการเรียนรู้ของตนเองส่งตอนปลายภาคเรียน  ส่วนนี้ประเมินเป็นคะแนนเก็บ ๕ คะแนน
  • เข้าร่วมกิจกรรมการสวดมนต์ คือ สวดอิติปิโสฯ ๑๐๘ จบ อย่างน้อย ๒ ครั้ง ที่วัดป่ากู่แก้ว โดยนิสิตต้องจองเวลาล่วงหน้าเพื่อการบริหารจัดการและเตรียมการรองรับ  ส่วนนี้จะมีการลงทะเบียนเพื่อตรวจเช็ค ให้คะแนนครั้งละ ๕ คะแนน รวมสองครั้งเป็น ๑๐ คะแนน
  • นิสิตแต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำ "หนังสั้น" ถ่ายทอดผลการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการทำประโยชน์สุขต่อผู้อื่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นำเสนอตอนปลายภาคเรียน โดยมีคะแนนในส่วนนี้ถึง ๑๕ คะแนน
สัปดาห์ที่ ๒ ประวัติความเป็นมาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   นิสิตชมวีดีทัศน์สรุป ความเป็นมาและความสำคัญของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะร่วมกันศึกษาค้นคว้าจากเอกสารประกอบการสอนในประเด็นดังกล่าว แล้วร่วมกันอภิปราย สรุป และเขียนสะท้อนการเรียนรู้ลงในใบงาน

ส้ปดาห์ที่ ๓ ศาสตร์พระราชา  นิสิตชมวีดีทัศน์สรุปพระราชกรณียกิจ และหลักการทรงงาน แล้วศึกษารายละเอียดจากเอกสาร แล้วร่วมกันอภิปราย สะท้อนการเรียนรู้ และสรุปผลการเรียนรู้ลงในใบงาน

สัปดาห์ที่ ๔-๕ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทำความเข้าใจ หลักปรัชญาฯ ๒ เงื่อนไข ๓ ห่วง ๔ มิติ สู่ความมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยการศึกษาความรู้จากเอกสารประกอบการสอน ร่วมกันอภิปรายกลุ่ม ก่อนจะใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยการ "ถอดบทเรียน" ในใบงาน

สัปดาห์ที่ ๖-๗ วิเคราะห์ตนเอง สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้รู้จักตนเองอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การตัดสินใจอย่างพอประมาณกับตนเอง และการวางแผนได้อย่างรอบด้านและรอบคอบ เพื่อการกระทำใดๆ สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง  กิจกรรมการเรียนรู้จะเป็นการ "ถอดบทเรียน" ลงในใบงาน การสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สัปดาห์ที่ ๘ สอบกลางภาคเรียน เพื่อประเมินผลองค์ความรู้ที่นิสิตจำเป็นต้องรู้ ส่วนนี้เก็บคะแนน ๓๐ คะแนน

สัปดาห์ที่ ๙ เรียนรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และสรุปบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเอง

สัปดาห์ที่ ๑๐ วางแผนชีวิต นิสิตวางแผนชีวิตอย่างจริงจัง โดยใช้ศาสตร์สากลเช่น กฎของ Maslow การวิเคราะห์โอกาส (SWOT), อุปนิสัยทั้ง ๗ ของผู้มีประสิทธิผลยิ่งของสตีเฟ่น โควี ฯลฯ เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเอง

สัปดาห์ที่ ๑๑-๑๓ เรียนรู้เกี่ยวกับกรณีตัวอย่างของการน้อมนำหลักปรัชญาฯ ไปใช้ในการดำรงชีวิต เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ และกรณีศึกษาอื่นๆ

สัปดาห์ที่ ๑๔-๑๕ นำเสนอหนังสั้น ของแต่ละกลุ่ม และอภิปรายสรุปวิธีการน้อมนำไปใช้ทำประโยชน์สุขต่อส่วนรวมอย่างหลากหลาย

สัปดาห์ที่ ๑๖  ถอดบทเรียนการเรียนรู้ทั้งหมดร่วมกัน (AAR: After Action Review)

สัปดาห์ที่ ๑๗ สอบปลายภาค เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต

เน้นอีกครั้งก่อนจะจบบันทึกนี้ว่า  นี่เป็นเพียง "ตุ๊กตา" ที่จะนำมาสู่วงอภิปรายและวิพากษ์ของอาจารย์ผู้สอนที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตอนปลายเดือนมิถุนายนนี้ 






วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

ข้อเสนอวิธีการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้าน "ตรงต่อเวลา" และ "ความรับผิดชอบ" ในชั้นเรียน อย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอต่อผู้บริหารเรื่อง "คะแนนจิตสาธารณะ" (อ่านที่นี่) ได้ความเห็นชอบจากทีมผู้บริหารสำนักศึกษาทั่วไป ให้ฝ่าย CADL เริ่มดำเนินการในปีการศึกษาหน้า ทำให้ผมยินดีและมีไฟ มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างระบบช่วยอาจารย์ผู้สอน ให้สามารถปลูกฝังคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์หมวดวิชาศึกษาทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงขอเสนอ "ระบบปลูกฝังวินัยโดยใช้นิสิตผู้ช่วยอาจารย์"

เป้าหมายและปัญหาที่ผ่านมา

ผลการเรียนหรือคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์หมวดวิชาศึกษาทั่วไปด้านคุณธรรม จริยธรรม กำหนดเป้าหมายของการศึกษาทั่วไป ให้เป็นผู้มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ แต่กระบวนการปลูกฝังผ่านกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากจำนวนนิสิตต่อห้องเรียนมาก ๑๐๐ - ๒๕๐ คน (ห้องเรียนขนาดใหญ่) ที่ผ่านมามีแนวคิดเรื่องระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ แต่ยังคงต้องใช้เวลามากอยู่ดี เพราะนิสิตต้องมารอต่อคิดสแกนทีละคน ไม่สอดคล้องกับเวลาเรียนเพียง ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที อาจารย์ผู้สอนก็ยังคงต้องรับภาระกรอกคะแนนเก็บและติดหรือลงประกาศคะแนนเก็บให้นิสิตรู้ เพื่อลดปัญหาการแก้ไขเกรดเหมือนเดิม

ระบบปลูกฝังวินัยด้านวินัย ตรงต่อเวลา และความรับผิดชอบ โดยใช้ "นิสิตผู้ช่วยอาจารย์" สามารถแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะสามารถเช็คชื่อผู้เข้าเรียนให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาไม่เกิน ๕ นาที (ด้วยเทคนิควิธีการที่จะเสนอต่อไป) หรือสามารถตรวจเช็คขณะที่อาจารย์กำลังสอนโดยไม่รบกวนอาจารย์เลย  วิธีนี้จะช่วยให้อาจารย์ปลูกฝังวินัยเรื่องการตรงต่อเวลา โดยใช้เกณฑ์การหักคะแนนเมื่อไม่รักษาเวลา
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะนำเอางานหรือการบ้านที่อาจารย์ตรวจแล้ว ไปกรอกคะแนนลงในใบรายชื่อ (excel หรือระบบฐานข้อมูล ที่สามารถพัฒนาขึ้นได้) และนำมาประกาศหน้าห้อง (หรือในฐานข้อมูลออนไลน์) ให้นิสิตทราบก่อนอาจารย์จะเข้าสอนทุกสัปดาห์หรือตามที่อาจารย์บอก วิธีนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์ได้มาก และช่วยให้อาจารย์ออกแบบและมอบหมายงานเพื่อฝึกความรับผิดชอบของนิสิตได้อย่างเหมาะสม
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะมีความสามารถได้การใช้สื่อมัลติมิเดียหรือระบบเสียงต่างๆ ในชั้นเรียน โดยทางสำนักศึกษาทั่วไป จะมีการฝึกอบรมนิสิตก่อนจะประกาศให้เป็น "นิสิตผู้ช่วยอาจารย์" อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ก่อนจะอาจารย์จะเข้าสอนจะมีการตรวจสอบและเตรียมระบบสื่อ เสียง แสง และมีผู้ช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้น และนำปัญหาและความต้องการกลับมายังสำนักศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขต่อไป
  • นอกจากนี้แล้ว นิสิตผู้ช่วยอาจารย์จะอยู่ตลอดการสอนของอาจารย์ จึงเหมือนเป็นผู้ช่วยในการจัดการเรียนการสอน เช่น การช่วยแจกหรือเก็บอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น 
วิธีการดำเนินการ

รับสมัครนิสิตจิตอาสาที่สมัครใจ โดยเฉพาะนิสิตในโครงการเด็กดีมีที่เรียน จำนวนไม่เกินจำนวนกลุ่มเรียนที่เปิดสอนในภาคการศึกษานั้นๆ  เข้ามารับการฝึกอบรม "หลักสูตรนิสิตผู้ช่วยอาจารย์" จากสำนักศึกษาทั่วไป ผู้อ่านการอบรมจะรู้หน้าที่และขั้นตอนการทำงานที่ทางสำนักฯ ได้สื่อสารไว้กับอาจารย์ผู้สอนแล้วเป็นอย่างดี  เช่น

  • วิธีเช็คชื่อนิสิตเข้าเรียน ทำได้ง่ายๆ และเร็วด้วยวิธีการใช้แผนผังที่นั่ง ดังรูป โดยในคาบเรียนแรกๆ นิสิตผู้ช่วยอาจารย์จะอธิบายกับนิสิตเรื่องแผนผังการนั่งประจำประจำเพื่อเช็คชื่อก่อนเริ่มเรียน นิสิตทุกคนจะมีเลขที่นั่งเหมือนกับเลขที่นั่งสอบ ใครไม่มาเรียนจะทราบทันที สามารถบันทึกง่ายๆ ด้วยการกากบาททับที่ว่างนั้นบนแผนผัง


  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะสร้างกลุ่มบน Social  Network เช่น Facebook เพื่อสื่อสารคะแนนต่างๆ เช่น การส่งงาน การนัดแนะอื่นๆ รูปภาพกิจกรรมสำคัญๆ ในชั้นเรียน หรือนิสิตเองก็สามารถส่งงานมาทางออนไลน์ได้ หากอาจารย์ต้องการ 
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสื่อ มัลติมิเดีย ระบบแสง เสียง ในชั้นเรียนอย่างดี จนมีทักษะสามารถเปิด ปิด และแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ดี  และรู้จักแนวปฏิบัติเมื่อไม่สามารถแก้ปญหาได้
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ จะจัดเก็บข้อมูลงานของนิสิตทุกคนในรูปอิเล็คทรอนิคส์ไฟล์ แล้วจัดเก็บไว้ (ในฐานข้อมูล หากอาจารย์ต้องการ) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปศึกษา ถอดบทเรียนต่อไป 
วิธีนี้จะดีสำหรับอาจารยผู้สอน ที่จะสะดวก มีเวลาในการตรวจงานและเตรียมการสอนมากขึ้นแล้ว ยังจะได้นิสิตแกนนำที่มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ ถือได้ว่า มีนิสิตแกนนำที่มีคุณลักษณะของนิสิตที่พึงประสงค์ฯ พร้อมๆ กับการปลูกฝังค่านิยมตรงต่อเวลา และรับผิดชอบให้กับนิสิตทุกคนด้วยเพราะนิสิตทุกคนต้องลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตรอยู่แล้ว ส่วนนิสิตช่วยงานที่ไม่สามารถทำตามที่กำหนดไว้ จะถูกประเมินให้ปรับปรุงหรือประเมินออกโดยอาจารย์ผู้สอน

ที่สำคัญงบประมาณค่าจ้าง "นิสิตช่วยงาน" ที่มหาวิทยาลัยตั้งเกณฑ์ไว้ แม้จะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านของนิสิต หรือถือเป็นเงินเก็บจากการฝึกทำงานระหว่างเรียนก็ได้ นอกจากนี้แล้ว การเคร่งครัดกับการมาเรียน อาจสามารถแก้ปัญหาเรื่องลิฟท์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้ครับ

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

CADL ขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๐๘ : นโยบายที่ชัดเจนยิ่ง

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่มีการจัดประชุมร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (อ่านได้จากบันทึกนี้) ตอนบ่ายของวันเดียวกัน มีการประชุมกันของผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยและมูลนิธิยุวสถิรคุณ ข้อสรุปของการประชุมอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนดีที่ไม่เคยมีโอกาส ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และชาติ อย่างมีนัยสำคัญ

ผมนั่งฟังแนวคิดและนโยบายที่ผู้ใหญ่คุยกันอย่างตั้งใจ อีกทั้งยังบันทึกเสียงนำกลับมาฟังอีกหลายรอบ ท่านได้มอบหมายให้ผมลองไปคิดต่อ และร่างแนวทางการสร้างหลักสูตรนี้ต่อ ...ผมถือว่านี่เป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งของชีวิตตนเอง ที่ได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินตามรอยเท้าพ่อ...


มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นที่พึ่งและผู้นำในการพัฒนาชุมชนและสังคม ความมุ่งมั่นนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและแตกต่างระหว่างบริบทในสังคมไทยในศตวรรษที่ ๒๑  กอปรกับค่านิยมองค์กร "TAKASILAW ที่ประกาศในงานถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติของปี ๒๕๕๘ ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ได้กำหนดไว้ในตัวอักษร "S" ที่กำหนดเป็นคำว่า Sufficiency Economy หรือ เศรษฐกิจพอเพียง แสดงให้เห็นความ "ชัดเจน" ของนโยบาย ที่จะใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อส่วนรวม สังคม ประเทศชาติอย่างจริงจัง

นโยบายการขับเคลื่อนในมหาวิทยาลัย มุ่งน้อมนำมาปรัชใช้ทั้ง ๒ แนวทาง ได้แก่ ๑) การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ที่พุ่งเป้าไปที่การพัฒนาบุคลากรและนิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัย โดยเริ่มที่การสร้างนิสิตแกนนำอย่างเป็นระบบด้วยโครงการ "เด็กดีมีที่เรียน" และ ๒) การสร้างผู้นำชุมชน หรือคนต้นแบบในอนาคต ด้วยการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐิจพอเพียง โดยมีหลักการดังจะได้กล่าวต่อไป


เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อน ปศพพ. คือการสร้างคน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือมอบหมายให้สำนักศึกษาทั่วไปซึ่งมีพันธกิจที่จะสร้างนิสิตให้เป็นดีตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของรายวิชาศึกษาทั่วไปอยู่แล้ว

การจัดการเรียนการสอนของรายวิชาศึกษาทั่วไปที่เหมาะสมกับนิสิตในศตวรรษใหม่ ต้องไม่ใช่ "สอนวิชา" หรือเน้นเพียง "เนื้อหา" แต่ต้องเปลี่ยนมาสร้างค่านิยมร่วมในการ "สอนคน" "สอนชวิต" และกำหนดเป้าหมายที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Outcome) ด้านทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างแท้จริง (transformation) การจัดการเรียนรู้ควรจะประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการดังรูป (ปรับจากกรอบผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังและระบบสนับสนุนที่นี่)


องค์ประกอบ ๓ ประการได้แก่ ๑) การพัฒนาอาจารย์และกระบวนการเรียนรู้ ๒) การสร้างสื่อ สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัย สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบท และ ๓) มีการวิจัยและมีมาตรฐานการประเมินผล  โดยมีระบบและกลไกสนับสนุนและการบริหารจัดการที่ดี และมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะ ปลูกฝัง และฝึกฝนให้นิสิตเป็นผู้มีอุปนิสัย "พอเพียง" ที่มีองค์ความรู้ในตนที่จำเป็น มีสมรรถนะสำหรับศตวรรษใหม่ทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านการเรียนรู้ ทักษะชีวิตและการทำงาน และทักษะด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร

แนวคิดการสร้างหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิดการสร้างหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง (ศศ.บ.ปศพพ.) นี้ จึงน่าจะเป็นหลักสูตรหนึ่งในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างบัณฑิตที่พึงประสงค์ฯ เพียงแต่ต่างไปตรงที่ เป็นหลักสูตรที่ใหม่ไม่เฉพาะกับผู้เรียน แต่กระบวนการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนเป็นอีกส่วนสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง  ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและวัสดุอุปกรณ์นั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะมหาวิทยาลัยมหาสารคามพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่สามารถทำได้ทันที เพราะทั้งฟาร์มมหาวิทยาลัยและพื้นที่หลายๆ ส่วนเหมาะสมที่จะเป็นแปลงฝึกสำหรับนิสิตอยู่แล้ว และมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ด้านการเกษตร และเรื่องระเบียบวิธีวิจัยและการสร้างเครื่องมือวัดประเมินต่างๆ อย่างไรก็ดี ยังมีส่วนที่ต้องแสวงหาภาคีเข้ามาร่วมมือในการสร้างหลักสูตรฯ คือ ด้านองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สื่อการสอน หนังสือ นวัตกรรม หรือแหล่งเรียนรู้หลักการทรงงานของในหลวง และที่สำคัญคือ งบประมาณสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาที่จะมอบสมทบด้านค่ากินอยู่ตลอดหลักสูตรฯ ๔ ปี ร่วมกับค่าเล่าเรียนและค่าที่พักที่มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้สนับสนุน


นิสิตที่สำเร็จหลักสูตร ศศ.บ.ปศพพ. นี้ ต้องมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สำคัญ ๒ ประการ ได้แก่ ๑) เป็นผู้ภาคภูมิใจและหวงแหนท้องถิ่นภูมิปัญญา มีอุดมการณ์ที่จะกลับไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพบนพื้นแผ่นดินถิ่นตนเอง และ ๒) คือต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม คิดและทำเพื่อส่วนรวม  ความคาดหวังในภายหน้า หลังจากที่นิสิตน้อมนำไปทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยน่าจะได้เกษตรกรต้นแบบหรือประชาชนต้นแบบ ซึ่งจะเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่มี "หัวใจพอเพียง" เพิ่มๆ ปีละ ๑๐ - ๒๕ คน จากหลักสูตรนี้


จุดแข็งของหลักสูตรฯ คือ ความสอดคล้องกับทั้งปัญหาและยุทธศาสตร์ของประเทศในขณะปัจจุบัน ที่ต้องร่วมกันสร้างประชาชนต้นแบบให้มากที่สุด  ความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะน้อมนำไปใช้ในการพัฒนาชุมชนและสังคม และนโยบายของผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอธิการบดีที่มีฉันทะในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร ศศ.บ.ปศพพ.

การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร ศศ.บ.ปศพพ. ต้องริเริ่มและร่างขึ้นใหม่ ทุกรายวิชาต้องบูรณาการและน้อมนำ ปศพพ. ไปใช้ใจการฝึกคิด ฝึกทำ และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับหลักการ "สอนคน" "สอนชีวิต" ให้เป็นผู้มีอุปนิสัย "พอเพียง" มีทักษะชีวิตและศักยภาพในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรดีเยี่ยม มีทักษะในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสาร รู้จักใช้ประโยชน์จากวิทยาการสารสนเทศสมัยใหม่ และมีความคิดความอ่านหรือทักษะพื้นฐานตามยุคสมัย อันเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก สามารถพึ่งตนเองได้ รักและหวงแหนทรัพยการธรรมชาติ ภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีภาวะความผู้นำ

ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ต้องเป็นหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติ เรียนด้วยการลงมือทำ (Learning by doing) หรือเรียนด้วยการทำงาน (Work-based Learning) ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ ความคิดสติปัญญา ให้เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งน่าจะแบ่งกระบวนการเรียนรู้ออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่

ระยะที่ ๑) เรียนรู้องค์ความรู้พื้นฐานวิทยาการที่จำเป็น เรียนรู้ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงาน  โดยการศึกษาค้นคว้าและการศึกษาดูงานจากความสำเร็จจากโครงการหลวงต่างๆ  รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (best practices) จากปราชญ์ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ ฯลฯ อาจารย์ผู้สอนในส่วนนี้ อาจเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือคณาจารย์ที่มีจิตอาสาที่จะมาร่วมพัฒนานิสิตแกนนำต้นแบบตามแนวทางนี้

ระยะที่ ๒) ลงมือปฏิบัติทดลองน้อมนำมาใช้ด้วยตนเอง (เรียนรู้จากการปฏิบัติ) นิสิตแต่ละคนจะได้รับมอบหมายพื้นที่แปลงฝึกให้รับผิดชอบ ลองน้อมนำหลัก ปศพพ. มาใช้ด้านการเกษตร ทดลองทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในมหาวิทยาลัย  ภายใต้การดูแลของ "ครูฝึก" ที่เป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและรับผิดชอบในแต่ละด้าน เช่น ผู้จัดการฟาร์ม ลุงป้าน้าอาคนงาน อาจารย์คณะเทคโนเกษตร ฯลฯ  หรือปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นเครือข่าย

ระยะที่ ๓) เรียนรู้จากการทำงาน (work based learning) ในแปลงเกษตรจริงๆ ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับมอบหมาย กระบวนการเรียนรู้ต้องเหมือนจริงในการประกอบอาชีพจริง มีการลงทุน มีการริเริ่มสร้างสรรค์ มีการผลิต มีกระบวนการนำไปส่งขาย หรือแปรรูปขายในตลาดในมหาวิทยาลัยหรือภายนอก 


ในกระบวนการคัดกรองนิสิตผู้เข้ารับทุนการศึกษาในหลักสูตรนี้ น่าจะมีกระบวนการแบบ ๓๖๐ องศา และใช้ระยะเวลาในการทดสอบและพิสูจน์ "ฉันท" และ "วิริยะ" ของผู้สมัคร นิสิตที่มีใจและมีพื้นฐานและประสบการณ์ที่ดี จะทำให้โอกาสในการบรรลุเป้าหมายที่คาดหวังไว้สำเร็จได้สูงขึ้น เพราะกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์เดิม (Experiential Learning) นั้นสำเร็จได้ง่ายกว่าการเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด บันทึกหน้าจะได้นำเสนอแนวทางการคัดกรองนิสิตต่อไป

สุดท้าย ผมเสนอว่าสิ่งที่ต้องคำนึงไว้ในใจ ตลอดเวลา คือ หลักสูตรนี้จะต้องจัดการศึกษาให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)  การเรียนรู้หลัก ปศพพ. ด้วยใจที่ใคร่ครวญ (จิตตปัญญาศึกษา) หรือการศึกษาตามแนวทางวิธีพุทธ น่าจะเป็นจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาร่วมกันต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

พัฒนาการจัดการเรียนการสอน GenEdu _ ๐๑ : แนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการขับเคลื่อนฯ

นโยบายของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ในการปรับปรุงหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไป (หลักสูตรปรับปรุง ๒๕๕๘) ส่วนหนึ่งเพื่อก้าวสู่วิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำด้านมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน และสังคมโดยการบูรณาการการเรียนการสอนกับโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน และอีกส่วนหนึ่งคือการเตรียมความพร้อมด้านภาษาสู่การเปิด มีส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๒ ประการ ประชาคมอาเซียน จึงมีการปรับโครงสร้างหลักสูตรใหม่ ดังนี้

๑) ปรับให้มีรายวิชา "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" เป็นรายวิชาบังคับ ให้นิสิตทุกคนต้องเรียน โดยเปิดโอกาสให้คณะ-วิทยาลัยต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการกับโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน อย่างเหมาะสม

๒) ปรับให้มีรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับวิชาชีพ เป็นวิชาเลือก โดยเปิดโอกาสให้คณะต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการเรียนการสอน เช่นกัน

ทั้งสองประเด็นนี้ถือเป็นนโยบายจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ต้องนำไปปฏิบัติต่อไป ...

อย่างไรก็ดี... แม้จะมีหลักสูตรดีอย่างไรก็ตาม แต่หากกระบวนการเรียนรู้ไม่ดี การจะสร้างบัณฑิตที่เป็นคนสมบูรณร์หรือเป็นคนดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ

ถ้าวิเคราะห์จากเกณฑ์ประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอก จะพบตามลำดับดังนี้ว่า
  • นิสิตจะมีคุณภาพต้องมีการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ 
  • การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพต้องประกอบด้วย จะต้องมี ๑) มีหลักสูตรที่มีคุณภาพ ๒) มีอาจารย์ที่มีคุณภาพ (ในความหมาของเกณฑ์ประกันคือมีตำแหน่งทางวิชาการ)  ๓) การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ๔) มีสื่อการสอนและนวัตกรรมการสอนที่เหมาะสม  และ ๕) มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน หมายถึงห้องเรียน อุปกรณ์โสตทัศน์ หนังสือ ห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ และบรรยากาศที่ดี 
  • ต้องมีกิจกรรมพัฒนานิสิตที่เหมาะสม ส่งเสริมสอดคล้องทั้ง ๕ ด้าน ได้แก่ วิชาการ นันทนากร กีฬา ทำนุบำรุง บริการชุมชนและสังคม 
  • ต้องมีการบูรณาการระหว่างการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ 
หัวใจสำคัญของการจัดการเรียนการสอนโดยรายวิชาศึกษาทั่วไปคือ การจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะมีคุณภาพไม่ได้เลย ถ้า "อาจารย์ไม่ได้สอน" หรือ "ไม่ตั้งใจสอน" หรือ "สอนแบบเดิมๆ โดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง" คำถามคือ สำนักศึกษาทั่วไป มีระบบหรือกลไกในการตรวจสอบหรือประเมินผลอาจารย์ผู้สอนอย่างไรหรือไม่....

คำตอบ... ที่มีผู้ทำสำเร็จแล้วคือ สร้างระบบติดตามและระบบฐานข้อมูลบันทึกการเข้าสอนของอาจารย์โดยใช้เจ้าหน้าที่ของคณะฯ ... อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าวิธีนี้ไม่น่าจะให้ผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาวสำหรับรายวิชาศึกษาทั่วไป เว้นแต่จะทำการสำรวจไปยังนิสิตโดยตรง หรือตัวแทนนิสิต โดยอาจารย์ผู้สอนเองก็ต้องยอมรับก่อนจะมีระบบติดตามนี้

แนวคิดของผู้บริหารสำนักศึกษาทั่วไปขณะนี้คือสร้างเครือข่ายและความร่วมมือของอาจารย์ผู้สอน คณะ/สาขา/วิทยาลัย  ให้ทุกคนเข้าใจบทบาทของสำนักศึกษาทั่วไป ที่จะเน้นเป็นผู้ประสานงานกลาง เป็นผู้เอื้ออำนวยการให้อาจารย์ผู้สอนซึ่งควรเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาทั่วไป สามารถร่วมกันพัฒนาและออกแบบแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภายใต้นโยบายของผู้บริหารมหาวิทยาลัย

ข้อเสนอต่อผู้บริหาร เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะอย่างเป็นระบบ


เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้รายวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คือ สร้างบัณฑิตที่เป็นคนที่มีจิตอาสา และมีจิตสาธารณะ สำนักศึกษาทั่วไปกำลังปรับปรุงหลักสูตรให้มีรายวิชา "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" เพื่อปลูกฝังจิตอาสาอย่างเป็นระบบ (อ่านร่างข้อเสนอร่างคำอธิบายรายวิชาและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่นี่) บันทึกนี้ขอเสนอกลยุทธ์ในการปลูกฝังจิตสาธารณะอย่างเป็นระบบ ให้ท่านลองพิจารณา ...

แนวคิดคือ ใช้ "คะแนนจิตสาธารณะ" เป็นเครื่องมือในการควบคุมให้นิสิตเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกาของมหาวิทยาลัยและสังคม โดยกำหนดให้ทุกวิชาของรายวิชาศึกษาทั่วไปมีการประเมินผลด้านพฤติกรรมด้านจิตสาธารณะ (ส่วนใหญ่ทุกวิชามีการให้คะแนนจิตพิสัย หรือคะแนนเข้าเรียนอยู่แล้ว)

สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องเข้าใจคำว่า "จิตสาธารณะ" ตรงกัน ทุกคนในที่นี้หมายถึง นิสิตผู้เรียน อาจารย์ผู้สอนรายวิชาที่นิสิตเรียนอยู่ อาจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัย บุคลากรทุกคน โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย เพราะจะมีบทบาทหลักในการตรวจจับนิสิตที่ทำผิดระเบียบ กติกา ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน แล้วส่งรหัสนิสิตมายังสำนักศึกษาทั่วไป เพื่อจัดส่งให้อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไปในภาคการศึกษานั้นตัด "คะแนนจิตสาธารณะ" ในทุกรายวิชาที่เขากำลังเรียนอยู่ในภาคการศึกษานั้น อาจสร้างระบบแจ้ง "คะแนนจิตสาธารณะ" ที่ถูกตัดพร้อมๆ กับระบบคะแนนสอบปลายภาค


ผมขอเสนอ ให้ "ทุกคน" ร่วมกันกำหนดและยอมรับ ในกฎระเบียบ และกติกาสำคัญๆ ที่กำลังเป็นปัญหา เพื่อควบคุมและปลูกฝังให้นิสิตเป็นผู้รักษากฎระเบียบวินัยของสังคม เช่น
  • จอดรถในที่ๆ จัดไว้ให้ หรือที่ๆ สามารถจอดได้ "ไม่จอดในที่ห้ามจอด"
  • ข้บรถถูกต้องตามกฎจราจร ถูกต้องตามทิศทางที่กำหนดให้ "ไม่ขับรถย้อนศร"
  • ใส่หมวกกันน็อคเมื่อขับรถมอเตอร์ไซด์ 
  • เป็นผู้รักษาเวลา มาเรียนตามเวลาที่กำหนด  "ไม่มาสาย"  โดยเฉพาะการมาสายเป็นประจำ 
  • ฯลฯ
วิธีการคือ ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยหรือรวมทั้งอาจารย์ทุกท่าน ส่งรหัสนิสิตและชื่อนิสิตที่จับได้ว่าทำผิดกฎกติกาที่เสนอข้างต้นนี้ มายังสำนักศึกษาทั่วไป โดยสร้างระบบหรือระบบออนไลน์ที่เข้าถึงและจัดส่งได้สะดวก  สำนักศึกษาทั่วไปส่ง "คะแนนจิตสาธารณะ" ที่ถูกหักไปยังอาจารย์ผู้สอนรายศึกษาทั่วไปที่นิสิตกำลังเรียนในภาคการศึกษานั้นเพื่อตัดคะแนนจิตพิสัย

ในกรณีของนิสิตที่มาสายเป็นประจำ แม้ว่าจะเรียนรายวิชาที่ไม่ใช่รายวิชาศึกษาทั่วไป แต่หากอาจารย์ผู้สอนส่งรหัสนิสิตและรายชื่อมายังสำนักศึกษาทั่วไป ถ้านิสิตคนนั้นกำลังเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไปใดอยู่ จะถูกตัดคะแนนจิตพิสัยเช่นกัน

ท่านผู้อ่านว่าไงครับ..... ถ้าอนุมัติผมจะหาทางจัดให้ทันทีครับ .....