วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชมรมตามรอยเท้าพ่อ_ (๕) เรียนรู้เรื่องน้ำเสีย

วันที่ ๙-๑๐ พ.ย. ๒๕๖๑ ชมรมตามรอยเท้าพ่อ ได้เรียนรู้เรื่องการบำบัดน้ำเสียภาคปฏิบัติจาก ผศ.ดร.เพชร เพ็งชัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำเสีย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มมส. (นี้เอง) ท่านมาแบบจิตอาสาและพาทำ พร้อมทั้งสนับสนุนงบซื้อจุลินทรีย์ที่เขาใช้กันในการบำบัดน้ำเสียทั้งหมด แถมยังซื้อปั๊มฉีดจุลินทรีย์เพียงเพื่อจะให้นิสิตจิตอาสาที่มาร่วมวันนี้ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ลงมือฉีดจุลินทรีย์ด้วยตนเอง  เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ เข้าใจว่า เป็นความร่วมมือกันของกลุ่มเครือข่ายนิสิตจิตอาสาและชมรมตามรอยเท้าพ่อ ... ก็ขออนุโมทนากับทั้ง ดร.เพชร และนิสิตที่ไปร่วมทุกคน ณ ตรงนี้อีกครั้งครับ



ความเป็นไปต่อมา (อัพเดทเหตุการณ์ต่อจากบันทึกก่อน)

การแนะนำให้นิสิตชมรมตามรอยเท้าพ่อทดลองเอาผักตบชวามาบำบัดน้ำเสียและวัดค่าคุณภาพน้ำเป็นระยะที่ผ่าน มุ่งประโยชน์ด้านการเรียนรู้วิธีการ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ของนิสิตในชมรมเป็นสำคัญ มุ่งหวังผลด้านการศึกษาและเรียนรู้วิธีการใช้ "อธรรมปราบอธรรม" ตามหลักการทรงงาน การมุ่งหวังจะบำบัดหรือป้องกันน้ำในสระเสียนั้น เกินกำลัง เกินศักยภาพของชมรมฯ (ปริมาณผักตบชวาต้องมีมากกว่าที่เห็นเยอะ ไม่น่าจะควบคุมได้ไหว)... ผู้สนใจอ่านบันทึกที่ผ่านมาอย่างละเอียดเถิด (บันทึก  และ  )

ช่วง ๒ เดือนก่อน เกิดความเข้าใจผิดของนิสิตส่วนหนึ่ง (น่าจะกลุ่มใหญ่พอสมควร ผมเข้าใจอย่างนั้น) ว่า ผักตบชวาที่ชมรมฯ เอามาลงสระนั้น เป็นต้นเหตุของน้ำเสียในสระ กอปรกับแปลงผักตบชวาที่แตกกระจายไปอยู่ตามขอบรอบสระประปราย ทำให้ดูไม่เรียบร้อย (เหตุเพราะกำลังคนน้อย) แม้ว่าชมรมจะจัดระเบียบแปลงผักตบชวาส่วนใหญ่ ไปผูกไว้ข้างสะพานรื้อผักตบแล้ว ทั้งที่ความจริงผักตบช่วยดูดซับสารอาหารและสารโลหะหนักในน้ำทำให้น้ำดีขึ้น (ตามที่ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว)  ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เกิดการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในบรรดากลุ่มแกนนำนิสิต ... ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีโดยบังเอิญ

ผมได้เรียนไปในบันทึกที่แล้ว (บันทึกที่ ) ว่าผมเป็นผู้ทำ "สะพานรื้อผักตบชวา" ขึ้นมาเอง เป็นสะพานไม้ชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่า หากปล่อยไว้นานเกินไปจะไม่สามารถควบคุมผักตบชวาได้ ไม่สามารถจะรอให้นิสิตทำโครงการทำเองตามปกติ และตามทฤษฎีจะต้องลงเก็บผักตบชวาที่แก่เต็มที่ออกจากแปลงทุก ๆ ๔๕ วัน รวมถึงแผนที่จะส่งเสริมให้นิสิตทดลองสร้างผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา สร้างสรรค์และพัฒนาให้เกิดปัญญาปฏิบัติ (Phronesis) ต่อไป ...  มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนบ้านของผม ผมเห็นอะไรจะดีต่อบ้านหลังนี้และทำได้ ผมจะทำเลยทันทีหลังจากที่ใคร่ครวญดีแล้วว่าเกิดผลดีกับมหาวิทยาลัย และไม่ส่งผลเสียต่อใครแน่ๆ

ผมเองรู้ดีและมั่นใจว่าผักตบชวาสามารถบำบัดน้ำเสียได้จริง (เหมาะสมกับปริมาณที่มี) และเป็นเพราะผักตบชวานั่นเองที่ทำให้ส่วนสระน้ำทิศตะวันตกเฉียงใต้ใกล้สามแยกไฟแดงไม่ส่งกลิ่นเหม็น  แต่ผมตั้งใจพานิสิตรื้อผักตบชวาบริเวณนั้นออกด้วย เอาผักตบไปรวมไว้ไกลฝรั่งข้างถนน เพื่อไม่ให้ไปรกหูตาของผู้สัญจรไปมาและรวบรวมไว้ให้สามารถควบคุมปริมาณได้... เพียง ๒ สัปดาห์น้ำเสียบริเวณนั้นส่งกลิ่นเหม็นจนกลายมาเป็นประเด็นให้เกิดการอภิปรายกันมาก   แม้ว่านิสิตหลายคนอาจไม่เข้าใจ แต่การ "ชี้แจงเชิงประจักษ์" ครั้งนี้ สามารถทำให้ทุกคนเห็นชัดว่าผักตบชวาแก้ปัญหากลิ่นและน้ำได้จริง ...  สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดก็คือ การทำให้สมาชิกชมรมฯ เอง เกิดความมั่นใจและศรัทธากับการแก้ปัญหาตาม "ศาสตร์พระราชา" ที่เราเพียรทำมาตั้งแต่ต้น

ความรู้เรื่องน้ำเสีย

น้ำเสียคือน้ำที่นำไปใช้ไม่ได้ ปลาอาศัยอยู่ก็ไม่ได้ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย นักวิทยาศาสตร์บอกว่าน้ำเสียหรือไม่ด้วยค่า DO (Dissolved Oxygen) คือ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ น้ำเสียจะมีค่า DO น้อยกว่า ๓ มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้าค่า DO มีค่าตั้งแต่ ๓ ขึ้นไป จัดไว้ว่าเป็นน้ำดี

น้ำเสียสามารถแบ่งออกได้เป็น ๕ ประเภท ตามชนิดของสารเคมีหลักที่เป็นเหตุให้เกิดน้ำเสีย ได้แก่

  • น้ำเสียที่เกิดจากสารอินทรีย์ ซึ่งเกิดจากน้ำกินน้ำใช้ไหลลงสู่แหล่งน้ำ นักวิทยาศาสตร์จะพิจารณาค่าน้ำเน่าเสียจากค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) เป็นค่าที่บ่งบอกปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียต้องการในการย่อยสลายสารอินทรีย์ น้ำที่มีค่า BOD ตั้งแต่ ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้นไปจัดเป็นน้ำเสีย  ส่วนน้ำที่มีค่า BOD น้อยกว่า ๑๐๐ ถือเป็นน้ำดี 
  • น้ำเสียที่เกิดจากสารเคมี ซึ่งมักเกิดจากการปล่อยหรือทิ้งสารเคมีลงในแหล่งน้ำ หรือเป็นน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์จะวัดค่าน้ำเสียประเภทนี้ด้วยค่า COD (Chemical Oxygen Demand) คือ ปริมาณของออกซิเจนที่ต้องการในการออซิไดซ์เพื่อให้ได้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ค่า COD จะมากกว่า BOD เสมอ  ... ค่า DO, BOD จะบอกว่าน้ำเสียหรือไม่ ค่า COD จะบอกว่า น้ำนั้นเสียเพราะสารอินทรีย์หรือสารเคมี 
  • น้ำเสียในรูปแบบของสารแขวนลอย  คือน้ำเสียที่มีสารแขวนลอยผสมอยู่มาก นักวิทยาศาสตร์จะพิจารณาปริมาณสารแขวนลอยด้วยค่า TDS (Total Dissolved Solid) และวัดค่าความเป็นกรด-เบสด้วย
  • น้ำเสียประเภทที่มีโลหะหนัก (จากโรงงานอุตสาหกรรม)
  • น้ำเสียจากสารเคมีอื่น ๆ
วิธีการบำบัดน้ำเสีย

วิธีการบำบัดน้ำเสียอาจแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทตามระดับความรุนแรงของการเน่าเสีย ได้แก่

  • การบำบัดทางกายภาพ  สำหรับน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือชุมชนขนาดใหญ่ ได้แก่วิธีต่างๆ ต่อไปนี้ เช่น 
    • การดักขยะขนาดใหญ่ 
    • การดักไขมันและน้ำมัน 
    • การตกตะกอนด้วยสารเคมี 
    • การกำจัดสารโลหะหนัก 
  • การบำบัดทางชีวภาพ  คือการบำบัดน้ำเสียโดยใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ เหมาะสำหรับน้ำเสียจากชุมชนขนาดใหญ่หรือน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ  สามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของจุลินทรีย์ เป็น ๒ ประเภท ได้แก่ 
    • จุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ  (ออกซิเจน) ในการเจริญเติบโต และ 
    • จุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ 


  • วิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช้จุลินทรีย์ที่ต้องใช้ออกซิเจนคือ ต้องเติมอากาศลงไปในน้ำโดยทำให้น้ำเคลื่อนไหวไหลวนหรือใช้กังหันตีฟองล่องลอยไปในอากาศก่อนตกลงไปในน้ำ ทำให้แบคทีเรียได้รับออกซิเจน จึงจะขยายตัวเปลี่ยนสารอินทรีย์ในน้ำ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส  เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ พลังงาน และเซลล์ใหม่ ซึ่งจะจับกันเป็นตะกอนหล่นลงก้อนสระ 


  • วิธีบำบัดน้ำเสียโดยใช้จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน เป็นที่นิยมมากสำหรับการบำบัดน้ำเสียจากชุมชน เพราะทำได้ง่าย ทำเป็นก้อนจุลินทรีย์แล้วโยนลงในน้ำ แต่ปัญหาคือ ผลิตผลที่ได้จากการย่อยสลายสารอินทรีย์นั้นเป็นก๊าซมีเทนและมีกลิ่นเหม็น 

(ที่มา http://www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/6_2548/OccHealth.htm )

การบำบัดน้ำเสียด้วยแบคทีเรีย Bacillus subtilis 

จุลินทรีย์ที่ ดร.เพชร  นำมาพาฉีดวันนี้ ชื่อ แบคซิลลัส ซัปทิลลิส (bacillus subtillis) ความจริงท่านบอกว่ามี ๗๗ ชนิด แต่ชนิดนี้เป็นหลัก  เป็นแบคทีเรียชนิดใช้ออกซิเจน เป็นผลงานวิจัยของหน่วยงานเทคนิคเกษตรของญี่ปุ่นและใต้หวัน เป็นจุลินทรีย์ที่ขยายพันธุ์เร็ว เพิ่มขึ้นเป็นแสนเท่าภายใน ๒๐ นาที  เป็นแบคทีเรียนที่เข้มแข็ง ปลอดภัย ไร้สารพิษ มีสรรพคุณ ดังนี้

  • รักษาความชื้นได้อย่างแข็งขัน ดีเยี่ยม ในกรณีที่ฉีดที่ผิวดิน 
  • มีพลังในการย่อยสลายที่เข้มข้น ขยายพันธุ์รวดเร็ว
  • สร้างสรรค์สารอินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นอาหารพืชสัตว์ได้มากมายหลายชนิด
  • มีพลังในการยึดครองพื้นที่ ป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่ไม่ดี ป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคขยายตัว 
  • กำจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถขจัดกลิ่นของสารประกอบอินทรีย์ประเภทกัมมะถัน ไนโตรเจน ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น 
การฉีดวันนี้ผสมด้วยอัตรา  ๑ ฝา ต่อน้ำ ๒๐๐ ลิตร ท่านบอกว่า หมดน้ำยาไป ๑.๕ ลิตร (ขวดครึ่ง ราคาขวดละพันกว่าบาท) ท่านแสดงภาพก่อน กำลัง และหลังฉีดไว้ดังภาพนี้ 






(ขอขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค ดร.เพชรครับ)

ช่วงเย็นวันนี้ก่อนจะกลับมาบ้าน  ผมเดินไปพิสูจน์กลิ่น ... ผมไม่ได้กลิ่นเหม็นแล้วครับ อาจจะเพราะชินหรือฝนเพิ่งตกไม่รู้  วันจันทร์นี้ไปดูอีกที ...




สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับ ผศ.ดร.เพชร เพ็งชัย อีกครั้งครับ ทางชมรมตามรอยเท้าพ่อ ได้มอบพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ลายเส้นที่ประธานชมรมฯ เพียรวาดด้วยตนเอง เพื่อมอบให้เป็นสัญลักษณ์แทนความขอบคุญจากทางชมรมฯ ... ผมรู้สึกว่าเด็กๆ รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมาก

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

โครงการเด็กดีมีที่เรียน_๒๒: แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตในโครงการ มมส.และ มรม.

วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑ กองส่งเสริมการศึกษา สพม.๒๖ มหาสารคาม จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้นิสิตนักศึกษาในโนโครงการเด็กดีมีที่เรียนของทั้งจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) กลุ่มเป้าหมายเป็นนิสิตในโครงการฯ ชั้นปี ๑-๔ ปี จำนวนมหาวิทยาลัยละ ๕๐ คน มีนิสิตมาร่วมประมาณ ๘๐ คน เป็นนิสิตจาก มมส. ๕๐ และจาก มรม. ๓๐ ... ผมขอขอบพระคุณ ท่าน ผอ.สุดใจ สุปัญบุตร ผู้อำนวยการกองฯ และ อาจารย์พรพรรณ โชติพฤกษวัน ผู้ดูแลโครงการฯหลักที่ สพฐ. .และขอเป็นกำลังใจให้ท่านทั้งสองขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

ผม AAR ว่าเวทีนี้ ประสบความสำเร็จมาก ทั้งได้ข้อมูลเชิงปริมาณของการทำกิจกรรมของนิสิตในโครงากร สามารถเสริมพลังให้ทุกคนที่เข้าร่วม และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีที่ก่อนเวทียังไม่มีมาก่อนให้เกิดขึ้น ได้ภาพร่างของทางเดินของนิสิตชัด และทั้งยังได้แผนที่ทางเดินร่วมกันระหว่าง สพม. ๒๖ มรม. และ มมส. ชัดเจน ดังจะขอสรุปให้เห็นพอสังเขปต่อไป

กิจกรรมกระบวนการ

กิจกรรมทั้งหมดดำเนินไปโดยทีมกระบวนกรจากชมรมต้นกล้าพันธุ์ดี นำโดยแสน ธีระวุฒิ ศรีมังคละ เจ้าของหลักสูตร ๓ กำลัง ส. (อ่านที่นี่)  กำหนดการกระบวนการเต็ม ๑ วัน ทีมกระบวนการทีมนี้ออกแบบทั้งหมด ดังตารางด้านล่าง โดยช่วงเวลา ๑๕.๐๐ น. เป็นต้นไป เป็นคิวของการทำ DAR (During Aciton Review)  ซึ่งผมออกแบบคำถามดังภาพด้านล่าง ก่อนจะร่วมกันวางแผน มองไปข้างหน้าว่าจะดำเนินกิจกรรมอันใกล้ไปในแนวทางใด





ขอเล่าด้วยภาพและคลิป เก็บไว้ในความทรงจำ ดังนี้ครับ



  • ปรบแปะปรบมือ


  • วางมือ-มือวาง
  • นกน้อยโผบิน
  • แม่หมีลูกหมี


  •  ผู้นำสี่ทิศ


  •  สัตว์ปกสัตว์น้ำ


  •  กลมและเหลี่ยม



  •  กิจกรรมเกาะร้างสร้างธรรมภิบาล ... กิจกรรมนี้สร้างสรรค์มากๆ  เรื่องมีอยู่ว่า แบ่งกลุ่มให้นิสิตแต่ละกลุ่มเท่าๆ กัน สมมติว่า ทุกกลุ่มล่องเรือไปในมหาสมุทร  ไปติดเกาะแห่งหนึ่งจึงสำรวจพบว่าเกาะมีภูมิศาสตร์เป็นรูป....... ให้จินตนาการวาด (ตัวอย่างเช่นกะโหลก) 


  •  เช่น เกาะกะโหลก ...  


  • มีพร้อมทุกอย่าง ทรัพยากรทุกอย่าง จึงได้อาศัยอยู่จนมีจำนวนคนเพิ่มขึ้น  ประสบกับปัญหาต่างๆ ดังอักษรสีแดงในภาพ 


  •  โจทย์มีอยู่ว่า ......  ๑) ให้พัฒนาระบบผังเมืองใหม่ให้น่าอยู่มากขึ้น และ ๒) ให้สร้างธรรมภิบาลของชุมชนขึ้น ตามรายละเอียดที่กำหนดแต่ละขั้นตอน 


  •  ตลาดนัดความรู้



  • เหล่านี้คือตัวอย่างผลงานเมืองใหม่ที่แต่ละกลุ่มสร้างสรรค์ขึ้น และแลกเปลี่ยนกัน


  •  สองผู้นำต่างวัยต่างมหาวิทยาลัย ใจเดียวกัน...



  • ทิวา ผู้นำนิสิต มรม. 


  • แสน@สรุป ด้วยสไลด์นี้ ธรรมภิบาล ๖ ด้าน 

ผลการ DAR

ผมได้เรียนรู้มากจากการสังเกตกระบวนการนี้ทั้งวัน และสิ่งที่นิสิตนำเสนอกันในวันนี้นั้น คือก็คือเป้าหมายในการสร้างคนของโครงการเด็กดีมีที่เรียนนั่นเอง จึงวาดภาพสรุปไว้ในสไลด์นี้



  • บทบาทของพวกเขา(ในอนาคต) เหมือนจะดูยิ่งใหญ่ เกินกำลังความสามารถ แต่หากวันหนึ่ง พวกเขาได้เป็นผู้นำสังคมหรือชุมชน เช่น เป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เกินวิสัยจะทำได้ หรือแม้แต่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างธรรมดา ก็สามารถจะสร้างสรรค์หน่วยที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัว ให้มีหลักธรรมภิบาลได้ 
  • เป้าหมายแม้จะยิ่งใหญ่ ทำได้ลำบาก แต่หากระลึกเสมอว่า เราคือนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มาจากโครงการเด็กดีมีที่เรียน  "กรอบแห่งศรัทธา" นี้จะนำพาให้เดินไปถึงเป้าหมายนี้ในระดับใดระดับหนึ่งแน่นอน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้แน่นอน
  • บนเส้นทางนี้ อาจแบ่งพันธกิจได้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่
    • ระดับ ๑ เข้าร่วมกิจกรรม คือ เป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม
    • ระดับ ๒ ร่วมกับคนอื่นสร้างกิจกรรมเพื่อส่วนรวม  เช่น เป็นกรรมการ หรือผู้มีส่วนร่วมในการจัดโครงการหรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมนั้นๆ 
    • ระดับ ๓ เป็นผู้ริเริ่ม สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือ พัฒนากิจกรรมที่ดีมีอยู่แล้ว ให้ดีมากขึ้น 
    • ระดับ ๔ ขับเคลื่อนขยายผลจากตนเองสู่ผู้อื่น 
ในช่วงท้ายที่สุดของวัน ได้สำรวจจำนวนกิจกรรมที่แต่ละคนได้ทำตามพันธกิจในแต่ละระดับเท่าใด โดยให้เขียนชื่อ สาขา และสถาบัน  ได้ผลที่น่าสนใจ ดังนี้ 

นิสิต มมส. ที่สะท้อนข้อมูล จำนวน ๓๖ คน
  • นิสิตที่เดินทางอยู่ในระดับ ๑ คือเข้าร่วมกิจกรรม แต่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน จำนวนทั้งหมด ๑๑ คน เกือบทั้งหมดเป็นนิสิตชั้นปี ๑  โดยบอกว่าตนเองเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ที่ ๖-๑๓ ครั้ง เฉลี่ยอยู่ที่ ๙.๙ ครั้ง
  • นิสิตที่ตอบว่าตนเองอยู่ในระดับ ๒ คือ ได้ร่วมเป็นกรรมการหรือมีส่วนในการสร้างกิจกรรมเพื่อส่วนรวม มีจำนวน ๙ คน บอกว่าได้ร่วมสร้างกิจกรรมหรือโครงการ...
    • ๑ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๒ คน
    • ๒ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๒ คน
    • ๓ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๒ คน
    • ๔ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๑ คน
    • ๑๐ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๑ คน
  • นิสิตที่ตอบว่าตนเองมาถึงระดับ ๓ คือ ได้ริเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อส่วนรวม มีจำนวน ๒ คน คนหนึ่งบอกว่าริเริ่ม ๓ กิจกรรม อีกคนบอกว่าได้ริเริ่ม ๑ กิจกรรม
  • นิสิตที่ตอบว่าตนเองมาถึงระดับ ๔ คือ มีการขับเคลื่อนขยายผลจากตนเองสู่ผู้อื่น มีมากถึง ๑๔ คน 
    • บอกมา ๑ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๔ คน
    • บอกว่าตนเองทำ ๒ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๓ คน 
    • บอกว่าตนเองทำ ๓ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๒ คน 
    • บอกว่าตนเองทำ ๔ กิจกรรมหรือโครงการ จำนวน ๒ คน 
    • บอกว่าตนเองทำมากกว่า ๕ กิจกรรม ๒ คน  คนหนึ่งเป็นนิสิตชั้นปี ๑ สะท้อนว่าได้ขยายผลไป ๙ กิจกรรมหรือโครงการแล้ว
นิสิต มรม. ที่สะท้อนข้อมูล จำนวน ๑๗ คน
  • นักศึกษาที่บอกว่าตนเองอยู่เพียงระดับ ๑  มี ๑ คน เข้าร่วม ๔ กิจกรรม ตอนนี้อยู่ปี ๒
  • นักศึกษาที่บอกว่าตนเองมาถึงระดับ ๒ มีจำนวน ๕ คน บอกว่า ๑ กิจกรรมหรือโครงการ ๓ คน อีก ๒ คนบอกว่า มีส่วนร่วมสร้าง ๔ กิจกรรมหรือโครงการ 
  • นักศึกษาบอกว่าตนเองอยู่ระดับ ๓ จำนวน ๑ คน ริเริ่ม ๑ กิจกรรมหรือโครงการ 
  • นักศึกษาที่สะท้อนว่าตนเองได้ขยายผลจากตนสู่คนอื่นแล้วทั้งหมด ๑๐ คน (ส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปี ๔ มีปี ๓ ๓ คน และปี ๕ ศึกษาศาสตร์ ๑ คน )
    • บอกว่า ๑ กิจกรรมหรือโครงการ  จำนวน ๔ คน  
    • บอกว่า ๒ กิจกรรมหรือโครงการ  จำนวน ๕ คน 
    • บอกว่า ๔ กิจกรรมหรือโครงการ  จำนวน ๑ คน 
ข้อสังเกต
  • นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ในโครงการเด็กดีมีที่เรียน เมื่อเข้ามาในมหาวิทยาลัย สามารถก้าวไปถึงพันธกิจระดับ ๔ คือ สามารถขยายผลกิจกรรมเพื่อส่วนร่วมจากตนสู่คนอื่นได้ 
แผนการขับเคลื่อนต่อไป 
  • ก่อนเริ่มกิจกรรมของนิสิต ผอ.สุดใจ ท่านได้เล่าประสบการณ์การไปศึกษาดูงาน โครงการเด็กดีมีที่เรียนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนเครือข่าย พบตัวอย่างที่ดี เป็น BP ของการเตรียมนักเรียนเข้าสู่โครงการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ม.๓ 
  • ความจริงเราก็ควรทำ และเราเคยทำโครงการเด็กดีคืนถิ่น (อ่านตัวอย่างบางโรงเรียนที่เราไปที่นี่) โดยให้นิสิตในโครงการออกไปพาน้องๆ เรียนรู้ตนเอง ให้รู้จักตนเองตั้งแต่ตอน ม.๓ โดยไม่ใช่ไปแนะแนว ไม่ใช่ไปหาคนมาเรียน แต่เป็นการส่งเสริมพี่ในโครงการเด็กดีฯ ให้กลับไปคืนถิ่นไปทำความดี 
  • ผมได้เสนอเรื่องนี้ ท่าน ผอ.สุดใจ ท่านเห็นด้วยและพร้อมจะดำเนินการ ดร.ประมวล จาก มรม. ก็เห็นด้วย ที่จะทำโครงการนี้แบบร่วมมือ แบบไม่ต้องไปในนามมหาวิทยาลัย แต่ไปในนามโครงการเด็กดีฯ ตอนท้ายเมื่อนำเรื่องนี้สอบถามนิสิตก่อนจบกิจกรรม นิสิตก็เห็นด้วย
  • จึงได้แนวทางในการเดินงานประสานต่อ ดังนี้ 
    • จัดทำหลักสูตร "เด็กดีมีที่เรียน คืนถิ่นทำดี" เพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษา ให้เป็นกระบวนกร 
    • จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างกระบวนกรการเรียนรู้ (Learning Facilitator) จัดเป็นทีมๆ ละ ๕-๑๐ คน
    • ประสานเครือข่ายโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือและการสนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหาร  
    • ดำเนินการโครงการ "คืนถิ่นทำดี" เพื่อ สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้น้อง ม.๓-๔ รู้จักตนเอง รับรู้และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ และตระหนักถึงการเลือกอนาคตด้วยตนเอง
  • ผมอาสาจะเข้าไปเป็นกรรมการขับเคลื่อนเรื่องนี้ทุกวิถีและโอกาส 

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ชมรมตามรอยเท้าพ่อ_ (๔) ให้คำแนะนำเพื่อนำเสนอในงานคุณธรรมจริยธรรมเฉลิมพระเกียรติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ นิสิตชมรม ตามรอยเท้าพ่อ สังกัดกองกิจการนิสิต มาขอคำปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวเพื่อนำเสนอผลการ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" สืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของชมรมฯ ในโครงการคุณธรรม จริยธรรม เฉลิมพระเกียรติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มูลนิธิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นำโดย พระอาจารย์พงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส) ซึ่งจัดต่อเนื่องมายาวนานเป็นประจำทุกปี

สถานการณ์ปัจจุบันของแปลงผักตบชวา ที่ถือเป็นแปลงฝึกฝนตนเองด้วยการสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ ๙ น้อมนำเอา "ศาสตราพระราชา" มาแก้ปัญหาน้ำเสีย ด้วยแนวพระราชดำริ" ใช้อธรรมปรับอธรรม" ใช้ผักตบชวามาแก้ปัญหาน้ำเสีย แสดงดังภาพด้านล่าง


ผมทำสะพานไม้ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่เกี่ยวข้องกับนิสิตและชมรมฯ ด้วยเห็นว่าหากปล่อยไว้นาน จากยากต่อการควบคุมปริมาณและจัดระเบียบผักตบชวาที่แตกกระจายออกเป็นแปลงเล็กจากลมฟ้าพายุ ตั้งใจจะทำเป็นแหล่งให้นิสิตได้จัดระเบียบเอาผักตบชวาที่ตอนนี้แต่ละแปลงย่อยแยกกระจายไปรอบๆ บ่อ และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อให้นิสิตสามารถลงรื้อเอาผักตบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วออกทุกๆ ๔๕ วัน เพื่อให้ผักตอบชวาได้ขยายเจริญเติบโตใหม่ เพราะผักตบชวาที่เจริญเติบโตขึ้นใหม่จะดูดซับเอาสารอินทรีย์ในน้ำไปใช้ในการสร้างใบและลำต้น เป็นการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ในขณะเดียวกันสะพานนี้จะทำให้การควบคุมปริมาณผักตบชวาที่อยู่ในสระได้ง่ายขึ้น... สะพานนี้น่าจะมีอายุประมาณ ๒ ปี  หากทางมหาวิทยาลัยที่ดูแลพื้นที่นี้ต้องการจะให้รื้อสะพานออก ผมก็ยินดีจะดำเนินการให้เรียบร้อยต่อไป แต่ปีนี้จำเป็นต้องมีชั่วคราวเพื่อการดังกล่าวก่อน

อาจารย์ ดร.ญาณวุฒิ อุทรลักษณ์ ให้ความอนุเคราะห์ส่งนิสิตคณะวิทยาศาสตร์มาวัดค่าคุณภาพน้ำ ในวันที่ ๑๒ กันยายน ได้ผลดังตาราง

โดยแต่ละตำแหน่งแทนด้วยชื่อ "MSUW..."  แสดงดังภาพด้านล่าง


สังเกตว่า ทุกจุดของสระน้ำ คุณภาพน้ำปกติ น้ำไม่เสีย โดยมีค่า ปริมาณออซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.9 mg/l (น้ำเสียจะมีค่า DO ต่ำกว่า 3 mg/l) ยกเว้นตำแหน่งที่ 5 บริเวณข้างถนน  ที่มีค่า DO อยู่ที่ 3.3 เท่านั้น


ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ค่าการนำไฟฟ้าของน้ำ (Electric Conductivity, ค่า EC) ที่แสดงดังแผนภูมิด้านล่าง


ค่า EC เฉลี่ยอยู่ที่ 259.3 ไมโครวินาทีต่อเซนติเมตร  ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับน้ำสะอาดทั่วไปที่มีค่า EC อยู่ที่ 5 - 30 มิลลิวินาทีต่อเซนติเมตร หรือ 5,000-30,000  ไมโครวินาทีต่อเซ็นติเมตร แสดงว่า น้ำมีสารละลายประเภทเกลือที่มีประจุต่ำอยู่ในปริมาณสูง  ซึ่งส่งผลให้น้ำมีฤทธิเป็นกรดที่ทุกจุดที่ตรวจวัด ดังแสดงดังแผนภูมิ


เสียดายที่ทีมนิสิตไม่ได้ลงตรวจคุณภาพน้ำในตำแหน่งสะพานผักตบชวาอยู่  การตรวจครั้งต่อไปคงจะสามารถประเมินได้บ้างว่า ผักตบชวาสามารถบำบัดน้ำเสียได้หรือไม่

ข้อแนะนำสำหรับนิสิตชมรมตามรอยเท้าพ่อ

คำถามที่นิสิตชมรมตามรอยเท้าพ่อทุกคนต้องตอบได้ คือ

  • ทำไมเรามาอยู่เป็นสมาชิกชมรมตามรอยเท้าพ่อ
  • "รอยเท้าพ่อ" คืออะไร "ศาสตร์พระราชา" คืออะไร
  • การ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ทำอย่างไร 
  • ชมรมกำลังทำอะไร เพื่ออะไร เป้าหมายอยู่ตรงไหน 
  • ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า ฉันกำลังอยู่บนรอยเท้าพ่อ กำลังเดินตามรอยเท้าพ่อ 
คำถามที่นิสิตที่กำลังจะนำเสนอโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ ตอน "บำบัดน้ำเสียโดยใช้อธรรมปราบอธรรม" ต้องตอบได้ คือ 

  • หลักการทรงงาน "อธรรมปราบอธรรม" (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) รวบรวมไว้)  หมายถึงอะไร
  • ดูว่าน้ำเสียดูอย่างไร  สี กลิ่น เป็นอย่างไร  ค่า DO ต่ำกว่าเท่าใดจึงเรียกว่าน้ำเสีย
  • น้ำที่สระข้างอาคารบัญชีฯ และ อาคารราชนครินทร์ จัดว่าเป็นน้ำเสียหรือไม่ 
  • สาเหตุที่ทำให้น้ำในสระดังกล่าวมีคุณภาพลดลง คืออะไรบ้าง 
  • โครงการตามรอยพ่อ ตอน "บำบัดน้ำเสีย ด้วยผักตบชวา..... " มีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง  เรียงลำดับตามความสำคัญ 
  • แนวคิดหรือหลักคิดในการทำงานโครงการนี้คืออะไร ให้อธิบาย 
  • ผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คืออะไรบ้าง 
  • พบปัญหาและอุปสรรคใดบ้าง 
  • มีแผนจะทำอย่างไรต่อไป 
คำถามสำหรับนิสิต สมาชิกชมรมทุกคน 
  • การเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการนี้  ส่งผลต่อข้าพเจ้าอย่างไรบ้างหรือไม่ ทำให้ข้าพเจ้ามีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนจากที่ไม่ได้เข้าร่วมหรือไม่  (ความคิด วิธีคิด ความรู้ ทักษะ ฯลฯ) ให้เขียนอธิบายด้วยจะดี
  • ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรบ้าง ตรงไหนที่ประทับใจที่สุด ตรงไหน (กิจกรรมใด) ตอนไหน (เมื่อใด) 
  • ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ "รอยเท้าพ่อ" มากขึ้นอย่างไร จากโครงการนี้ 
  • ปัญหาหรืออุปสรรค หรือ สิ่งใดที่ข้าพเจ้าอยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ 
  • หากข้าพเจ้าเป็น "ประธานชมรมตามรอยเท้าพ่อ" ข้าพเจ้าจะ............................  (เติมมาสัก ๓ ข้อ)
สุดท้ายนี้ขอให้ นิสิตชมรมเดินตามรอยเท้าพ่อ ประสบความสุข รู้ทุกข์ เพียรละเหตุแห่งทุก จนเกิดสุขเป็นนิโรจ ตามรู้ตามดูความโกรธ โลภ หลง บนเส้นทางแห่งมรรคมีองค์ ๘ โดยเร็วเถิด

อาจารย์เข้าใจว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ สอน สิ่งสำคัญ ๓ ประการ ที่นิสิตเดินตามรอยเท้าพ่อ ควรจะฝึกฝนบนเส้นทางนี้ คือ  
  • ทำความดี มีจิตอาสา พัฒนาส่วนรวม (ฝึกมองประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน)
  • สามัคคี  
  • ปิดทองหลังพระ (จงฝึกทำความดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ให้เป็นนิสัย) .... ข้อหลังนี้ทำยากที่สุด 
องค์ความรู้ที่นิสิตชมรมตามรอยเท้าพ่อต้องศึกษาอยางจริงจังให้เข้าใจ (ทั้งทางทฤษฎีและด้วยการปฏิบัติ) ได้แก่

  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • หลังการทรงงาน 
  • ขั้นตอนการทรงงาน 
  • ศาสตร์พระราชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่ "หน้างาน" 
ข้อแนะนำสำหรับการนำเสนอ
  • นำเสนอความจริง 
  • นำเสนอด้วยใจ โดยใช้การเล่าเรื่อง (Story Telling) (ห้ามไปอ่านให้กรรมการฟังเด็ดขาด เว้นแต่เพียงการอ่านสั้น เช่น อาจพระราชดำริ) ด้วยความมั่นใจ ภูมิใจที่ได้ทำสิ่งนี้ 
  • ทำเพาเวอร์พอยท์ ที่แสดงข้อมูล เป็นภาพ เป็นตัวเลข เป็นกราฟ  ไม่ใช่แสดงเรื่องราวเป็นตัวหนังสือ  ...  เพาเวอร์พอยท์ช่วยคนเสนอ  ไม่ใช่คนนำเสนอช่วยเพาเวอร์พอยท์ 
  • พูดชัดเจน เสียงดังพอเหมะ มีจังหวะ ไม่พูดซ้ำคำ หรือสร้อยคำ หรือคำฮิตติดปาก เช่น "นะคะ" "แบบว่า" "อะไรทำนองนี้"  เป็นต้น  (พูดอย่างพอประมาณ)
ขออนุโมทนากับศรัทธา ปัญญา และความเพียร ของทุกคนครับ 

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เดี่ยว STARTUP "บริษัทเปิดใหม่ในยุคดิจิทัล"

วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ สำนักศึกษาทั่วไป ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ เรื่อง "STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล" หวังจะให้นิสิตที่เรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป ได้เข้าฟังบรรยายพิเศษจากผู้มีประสบการณ์และประสบผลสำเร็จในการทำงานจริง ๆ ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกปีการศึกษา  โดยการจัดงานคราวนี้ ศูนย์ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม (UIC) ได้เชิญวิทยากร ๓ ท่าน นำโดยโค้ชเดี่ยว (อาจารย์ธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์) The Trainer ของบริษัท Perfect Training and Service จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการด้านการตลาดของบริษัท Alliance Business Consultancy จำกัด  คุณบอย อัจริยะ ดาโรจน์ เจ้า Jump Space ขอนแก่น Co-working Space แห่งภาคอีสาน และศิลปินนักร้องเจ้าของผลงานเพลง "ใจให้ไป" คุณโอ้ เสกสรรค์ ปานประทีป


เชิญมา ๓ ท่าน แต่เวลามางานจริง ปรากฎว่าโค้ชเดี่ยวชวนเพื่อน ๆ ผู้ประสบความสำเร็จจาก STARTUP มาร่วมอีก ๒ ท่าน คุณเสกสรรค์ ชวนน้องนักดนตรีมาอีก ๑ รวมแล้วมีวิทยากรถึง ๖ ท่าน จึงเป็นงานใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่ง เสียดายที่มีนิสิตเข้าฟังเพียง ๔๘๑ คนเท่านั้น สำหรับผู้ที่พลาดไป สามารถดูย้อนหลังได้จากคลิปด้านล่างนี้






หากท่านยังไม่ทราบว่า ทำไมคนรุ่นใหม่ จะต้องสนใจ STARTUP ให้คลิกอ่าน ไทยแลนด์ ๔.๐ ที่นี่ครับ

นอกจากได้เห็นตัวอย่าง STARTUP ของไทยแล้ว หลังจากดูคลิปนี้แล้ว ท่านผู้อ่านน่าจะตระหนักถึงความแตกต่างของคนในแต่ละยุคสมัย โลกาภิวัตน์ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน คนเปลี่ยนเป็นอย่างชัดเจนแยกได้เป็นหลาย Generation  X, Y, Z  สังคมเปลี่ยน  ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ของคนจะต้องเปลี่ยนตาม  การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ จะต้องเป็นประเด็นที่ทุกคนเห็นความสำคัญ  เพื่อให้เท่าทันและสร้างสรรค์ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต่อไป







ผมจับประเด็น จากการฟังคลิปบันทึกการบรรยายไว้ที่นี่ ใครสนใจเชิญครับ

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

CADL โครงการเด็กดีมีที่เรียน_18: เตรียมสอบโอเน็ต


เทคนิคเตรียมตัวสำหรับการเตรียมตัวสอบ O-Net ขอแนะนำให้ทำดังนี้

พ่อแม่และครู

ให้พ่อแม่และครูเตรียมอุปกรณ์ต่อไปนี้ ให้พร้อม  หากพ่อแม่ไม่มี ให้ครูเตรียมให้มีที่โรงเรียน และให้นักเรียนไปรวมตัวกันที่โรงเรียน แทนที่จะเรียนที่บ้าน
  • คอมพิวเตอร์ + อินเตอร์เน็ต 
  • ปริ๊นเตอร์ + กระดาษ
  • สมุดไม่มีเส้น + ปากกาหลายๆ สี ไว้เขียน Mind Map 
  • ปากกาไฮไลด์
รู้จักเว็บไซต์
  • google.com  หรือ  google.co.th  คงไม่มีใครไม่รู้จัก Google  เริ่มจากตรงนี้แหละครับ 
  • http://www.dek-d.com/  น่าจะเป็นเว็บไซด์บังคับที่เด็กมัธยมต้องรู้จัก ....   ลองคลิกที่นี่ซิ มีสิ่งดีๆ ให้ดาวน์โหลดเพียบ
  • http://www.trueplookpanya.com/  มีคลิปติวและองค์ความรู้มากกมาย  ไม่ต้องไปติวที่ไหนให้เสียเงิน เสียคน ...
  • https://www.eduzones.com/  มีข้อสอบ แบบทดสอบ และให้ข้อมูลข่าวสารทางการศึกษาที่ทันสมัยมาก

ผู้เรียน 

ก่อนอื่นโหลดเอกสารเตรียมตัวได้ที่นี่  
จากนั้นก็เริ่มเรียนรู้เองท่องไปบนเว็บไซต์ ตามอัธยาศัย

คณิตศาสตร์



วิทยาศาสตร์




ภาษาไทย



สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม



ภาษาอังกฤษ




ครูสมศรี


 ครูพี่แนน


อ.ต๊อบ



ตื่นมาติว


ครูลิลลี่


พี่วา ป.ตรี ประสานมิตร


ครูติ่ง (ติวมาม่า)

เป็นต้น


วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักคิดในการฝึกตนเอง สำหรับนิสิตจิตอาสาขับเคลื่อนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป

ปรัชญาของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คือ "เข้าใจตนเองและผู้อื่น อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข" คุณลักษณะนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไปกำหนดไว้ ๙ ประการ ได้แก่ (เฉพาะคำสำคัญ)
  • เป็นคนดีที่ "พอเพียง" 
  • รู้รอบรู้กว้างขวาง
  • เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น
  • มีจิตอาสา จิตสาธารณะ 
  • เป็นผู้ใฝ่รู้ (เรียนรู้ตลอดชีวิต)
  • คิดเป็น (คิดอย่างมีวิจารณญาณและองค์รวม)
  • เป็นผู้มีความสุข (นำความรู้ไปใช้ อยู่ได้ในสังคมอย่างดี)
  • รู้ทันทันสมัย (นำเทคโนโลยีและไอซีทีไปใช้ได้)
  • สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย)
คำถามคือ ทำอย่างไรนิสิตสามารถพัฒนาตนเองไปสู่คุณลักษณะข้างต้นนี้ได้ด้วยตนเอง?  คำตอบน่าจะมีหลากหลายตามลักษณะนิสิต ซึ่งหลักคิดในการพัฒนา ต้องยึดเอาพวกเขาเป็นศูนย์กลาง   อย่างไรก็ดี  วิธีที่เราเลือกทำคือ การฝึกอบรมนิสิตจิตอาสาแกนนำฯ  เพื่อบ่มภาวะ "จิตตื่นรู้" เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การรู้จักและเข้าใจตนเอง เพื่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาด้วยตนเองต่อไป

ผมสรุปหลักคิดในการฝึกตนเอง สำหรับให้นิสิตจิตอาสาฯ นำไปพิจารณาเรียนรู้ด้วยตนเอง  กระบวนการเรียนรู้ภายใน ๔ ประเภทดังภาพด้านล่างนี้ มาจากหลักปฏิบัติตามพุทธธรรม ดังนั้นนิสิตควรจะมั่นใจและเปิดใจเรียนรู้และนำไปปรับปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมๆ ไปกับศึกษาพระธรรมภาคปฏิบัติไปด้วย


 คำอธิบายภาพ 
  • เบื้องต้นที่สุด เราเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จากสิ่งเร้า จากสิ่งที่มาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และใจ   สิ่งที่กำหนดการเรียนรู้คือ "สิ่งแวดล้อม"   ลองพิจารณาต้นพญาสัตบันที่เติบโตสูงถึงระบบตึกแปดชั้นที่อาคารราชนครินทร์ ฯลฯ 
  • แบบที่ ๑ บุคคลทั่วไปที่ "ไม่ฝ่เรียนรู้"  จะมีรูปบบของการดำเนินชีวิตแบบ "สะท้อนทันที"  กล่าวคือ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบสัมผัสทั้ง ๕ หนึ่งนึกคิดขึ้นมาได้ (จากใจ) จะตอบสนองหรือแสดงหรือสะท้อนออกไปทางกาย วาจา หรือใจ ทันที  โดยเป็นไปตาม ร่องความคิดเดิมๆ ความคุ้นชินเดิมๆ นิสัยเดิม ความรู้จำเดิมๆ ที่มีอยู่  ในขั้นนี้ นอกจากประสบการณ์ผ่านกายที่สั่งสมในรูปของทักษะแล้ว จะไม่เกิดองค์ความรู้ใดๆ
  • แบบที่ ๒ บุคคลทั่วไปที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เขียน อ่าน นักวิชาการ หรือผู้มีประสบการณ์  และรวมถึงคนที่สังคมสมัยนี้ยกย่องว่าเป็น "ปัญญาชน"  จะมีมีรูปแบบของการดำเนินชีวิตแบบ " ๓ เหลี่ยม" กล่าวคือ เมื่อมีสิ่งสัมผัสแล้ว จะนำมาคิดพิจารณา ใคร่ครวญ อย่างเป็นเหตุเป็นผล เทียบเคียงกับประสบการณ์และองค์ความรู้เดิมของตนก่อนจะตัดสินใจตอบสนองและแสดงพฤติกรรมออกไป  ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในขั้นนี้ นอกจากจะเกิดทักษะและความชำนาญแล้ว  ยังทำให้ได้องค์ความรู้เชิงทฤษฎี หลักการ ปรัชญา ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรู้ภายนอก หรือความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) หรือเรียกว่า ปัญญาทางโลก
  • แบบที่ ๓ คือ การดำเนินชีวิตแบบครบวงจร "๔ เหลี่ยม"   แตกต่างจากแบบ "๓ เหลี่ยม" ตรงที่ จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้มี "สัมมาสติ" คือ สติปัฏฐาน ระลึกรู้กายรู้ใจ ซึ่งเป็นฐานของการปฏิบัติวิปัสนา ศึกษาการเกิดดับของสรรพสิ่ง  ผลการเรียนรู้ในขั้นนี้ คือ การรู้จักตนเอง การรู้เห็นตามเป็นจริง และรวมไปถึงการยกระดับจิตใจ จิตวิญญาณให้สูงขึ้น กลายเป็นจิตใหญ่ ใจจักรวาล จนพ้นทุกข์ต่อไป หรืออาจเรียกรวมว่า  ได้ปัญญาทางธรรม 
สรุปคือ ให้ทุกคนพยายามศึกษาหาทางฝึกฝนตนเองให้เป็นคนแบบ "๔ เหลี่ยม" ครับ

ต่อไปนี้เป็นรูปที่ผมก๊อปปี้มาจากเฟสบุ๊คของแสน (ธีระวุฒิ ศรีมังคละ)  นักเดินทางต่างวัย ที่ก้าวมาเป็นผู้นำนิสิตจิตอาสาในปีนี้






 Cr. แสน ศรีมังคละ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โครงการนิสิต LA _ ๐๖ : ต้องทำอย่างไรถึงจะเบิก ๒๕ บาท/ชั่วโมง ได้ทันเวลา

ค่าตอบแทนของนิสิต LA กำหนดด้วยระเบียบของมหาวิทยาลัย คือ ๒๕ บาทต่อชั่วโมง ไม่เกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน หากทำงานทั้งวันจะได้วันละ ๒๐๐ บาท โดยที่เวลาปฏิบัติงานต้องไม่ตรงกับตารางเรียนของตนเอง สำหรับวิชา ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) นิสิต LA จะได้ค่าตอบแทนตลอดภาคเรียน ๗๕๐ บาท หากทำ ๔ รายวิชา จะได้ค่าตอบแทน ๓,๐๐๐ บาท ต่อภาคเรียน แทบจะไม่ได้ค่าเช่าที่พักด้วยซ้ำ เทียบกับอเมริกาญี่ปุ่นที่นักศึกษาสามารถทำงานหาทุนเที่ยวได้ไม่ลำบาก .... ฝากผู้บริหารที่ "เสียงดัง" ด้วยก็แล้วกันครับ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่การเบิกจ่ายตามระเบียบราชการนั้น ยากสำหรับผู้มาใหม่มาก แต่ถ้าหากได้ศึกษาระเบียบราชการ ก็จะได้ประสบการณ์ด้านนี้ไปใช้ทำงานในอนาคตแน่

บันทึกนี้จะบอกวิธีเตรียมหลักฐานด้านการเงินสำหรับเบิกจ่ายค่าตอบแทนนิสิต LA  บอกแนวปฏิบัติในการในการส่งหลักฐานนั้นให้อาจาย์เซ็นรับรองและส่งให้ทางสำนักศึกษาทั่วไป  นิสิต LA ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ละเอียด รอบคอบ เพราะถ้าผิดนิดเดียว ต้องกลับมาทำใหม่ ต้องวิ่งไปขอลายเซ็นต์อาจารย์ใหม่ วุ่นวายไม่รู้จบ....

หลักฐานที่ต้องใช้ในการเบิกค่าตอบแทน 

หลักฐานคือ เอกสาร ๓ อย่าง ได้แก่  บัญชีลงเวลาปฏิบัติงานนิสิตช่วยปฏิบัติงานราชการ  ตารางสรุปผลการปฏิบัติงาน และ แบบรายงานผลการปฏิบัติงานนิสิตช่วยปฏิบัติราชการ  ดูรายละเอียดไปทีละอันครับ
  • บัญชีลงเวลาปฏิบัติงานนิสิตช่วยปฏิบัติงานราชการ 
นิสิต LA สามารถไปปริ๊นบัญชีลงเวลาได้เอง จากคอมพิวเตอร์ที่ตั้งไว้ให้บริการที่ห้อง CADL (RN-107)  ตึกราชนครินทร์ โดยเตรียมและเติมข้อมูลวันที่ เดือน ปี พ.ศ. และชื่อตัวเองรอไว้ก่อนการเข้าปฏิบัติงานในชั้นเรียน  ทุกครั้งที่เข้าปฏิบัติงานต้องไม่ลืมให้อาจารย์ผู้สอนลงชื่อ (เซ็นต์ชื่อ) รับรองในช่อง "ผู้ตรวจ"  การเติมข้อมูลให้ปฏิบัติดังนี้
    • ต้องเขียนชื่อตนเองให้ถูกต้อง อาจพิมพ์แล้วปริ๊นหรือเขียนด้วยปากกา 
    • ให้ลงเวลาให้เต็มชั่วโมง ไม่ให้เสร็จนาที เพื่อความสะดวกในการนับจำนวนชั่วโมง เช่น รายวิชา ๒(๒-๐-๔) ให้เติม ๘.๐๐ - ๑๐.๐๐  แม้เวลาในตารางทำงานจะเป็น ๘.๐๐ - ๙.๓๐ น. เพราะอาจารย์อาจมอบงานให้ไปกรอกคะแนนนอกเวลาเรียนอีก
    • ต้องเติมรายละเอียดทั้งหมดรวมทั้งลงรายมือชื่อตนเอง ในช่องลายมือชื่อ ก่อนจะนำไปให้อาจารย์ผู้สอนลงชื่อในช่อง "ผู้ตรวจ" 
    • ให้เขียนมุมขวาบนของแบบฟอร์มด้วยดินสอว่า เป็นรายวิชาใด กลุ่มการเรียนใด เพื่อให้ง่ายต่อการคัดแยกและจดจำ 
    • ในการเตรียมเอกสาบัญชีลงเวลาฯ เพื่อยื่นเรื่องขอเบิกค่าตอบแทน จะต้องเรียงลำดับตามวันเวลาที่ปฏิบัติงาน  โดยไม่แยกรายวิชาหรือกลุ่มการเรียนในกรณีที่ทำมากกว่าหนึ่งรายวิชาหรือมากกว่าหนึ่งกลุ่มการเรียน 
    • ดังนั้น ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 ที่มีบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานฯ  ๓ ครั้ง จะต้องเรียงลำดับวันเวลาจากอดีตมาปัจจุบัน 
  •  ตารางสรุปผลการปฏิบัติงานนิสิตช่วยปฏิบัติงานราชการ 


นิสิต LA จะมีนัดประชุมเพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานประจำเดือน  ทุกคนต้องนำบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานฯ มาส่งให้กับเจ้าหน้าที่สำนักศึกษาทั่วไป และกรอกผลการปฏิบัติงานลงในตารางสรุปดังตัวอย่างตามภาพด้านบน

  • แบบรายงานผลการปฏิบัติงานนิสิตช่วยปฏิบัติราชการ
สุดท้ายคือ แบบรายงานผลการปฏิบัติงานฯ ซึ่งจะต้องมีลายเซ็นต์ของนิสิต LA ของอาจารย์ผู้สอน ผู้บริหารของสำนักฯ ที่รับผิดชอบ และลายเซ็นต์ผู้อำนวยการสำนักฯ  ดังนั้นต้องระวังไม่ให้พิมพ์ผิดในเรื่องต่อไปนี้
    • ชื่อนิสิต 
    • ชื่อรายวิชา
    • ชื่ออาจารย์ผู้สอน 
    • การเว้นวรรค
    • วันเวลา
    • ฯลฯ 
ขั้นตอนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยตรวจทานอย่างละเอียด  นิสิต LA ต้องตั้งใจทำความเข้าใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น จะเกิดปัญหาความล่าช้าตามมา

ขั้นตอนการปฏิบัติงานและการเบิกค่าตอบแทน แสดงดังสไลด์ของคุณภาณุพงศ์ ดังนี้




นิสิต LA ต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วยตนเองก่อนเป็นเบื้องต้น  เมื่อไม่เข้าใจจึงถามคุณภาณุพงศ์ต่อไป (ไม่ใช่ว่าถามตั้งแต่ต้นจนจบ)

สู้ครับ.... นิสิต LA เป็นหนึ่งในนิสิตแกนนำขับเคลื่อนคุณลักษณะนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป จึงต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง และเข้มงวดกับน้องๆ เพื่อฝึกวินัยด้านตรงต่อเวลา รับผิดชอบ และความซื่อสัตย์